
คำถามที่ยอดฮิตช่วงสิ้นปี
คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการลงทุนคงหนีไม่พ้น “ลงทุน LTF และ RMF กองทุนไหนดี?”
โดย...กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ ([email protected])
ผมเปิดหัวข้อแบบนี้ หลายคนอาจนึกถึงคำถามที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ หรือสถานที่ Countdown สุดฮิต แต่ผมเชื่อว่าหนึ่งในคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการลงทุนคงหนีไม่พ้น “ลงทุน LTF และ RMF กองทุนไหนดี?” ท่านนักลงทุนมีความรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่าครับ ที่คนรอบข้างหรือแม้กระทั่งตัวเราเองก็มีคำถามแบบนี้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดามนุษย์เงินเดือน หรือพนักงานบริษัททั่วไป
วันนี้ผมมีข้อมูลและข้อคิดบางส่วนสำหรับการลงทุนในกองทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งสองประเภทนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดมาฝากครับ
ผมเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่คงได้รับข้อมูลและเริ่มเข้าใจหลักเกณฑ์การลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากหลายช่องทางอยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญที่ผมมองน่าจะเป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นคือ วิธีการเลือกกองทุนและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนมากกว่าที่น่าจะเป็นคำถามที่หลายคนยังคงหาคำตอบอยู่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหน้าใหม่หรือหน้าเก่า
ผมขอเริ่มที่ประเภทของกองทุนทั้งสองประเภท โดยปัจจุบันมีกองทุน LTF ทั้งหมด 52 กองทุน และ RMF ทั้งหมด 119 กองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2556) ซึ่งมีอยู่หลากหลายนโยบายการลงทุน ดังนั้นการเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตัวเราจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
กองทุน LTF ปัจจุบันมี 3 ประเภทย่อยหลักๆ คือ1.เน้นลงทุนในหุ้นแบบ 100% ซึ่งแบบนี้จะคล้ายกับกองทุนหุ้นทั่วไป มีความเสี่ยงสูง 2.ลงทุนแบบ 70/30 คือ 70% ลงทุนในหุ้นส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้ แบบนี้จะมีความเสี่ยงน้อยลงมาหน่อย 3.แบบที่ลงทุนในตราสารอนุพันธ์ แต่แบบสุดท้ายไม่สามารถลงทุนเพิ่มเติมได้แล้วครับ
หลักคิดในการลงทุนเบื้องต้นง่ายๆ คือ ถ้านักลงทุนรับความเสี่ยงได้มากให้มองไปที่แบบที่ 1 คือ เน้นลงทุนในหุ้นแบบ 100% แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อยหน่อยก็เลือกแบบที่ 2 ครับ ส่วนจะเลือกกองทุนไหนนั้น ให้นักลงทุนเลือกดูผลตอบแทนย้อนหลังสัก 3 ปี 5 ปี เพื่อประกอบการตัดสินใจ เนื่องจากเราต้องลงทุนกันยาวๆ ครับ
ส่วนกองทุน RMF นั้น ค่อนข้างซับซ้อนกว่า เนื่องจากมีหลากหลายประเภทนโยบายในการลงทุนมากๆ รวมถึงทองคำและการลงทุนในต่างประเทศก็มีให้เลือกเช่นกัน 1.RMF แบบที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่ำที่สุด โดยมีให้เลือกทั้งแบบลงทุนในและต่างประเทศ 2.แบบที่มีการลงทุนแบบผสม คือผสมทั้งหุ้นและตราสารหนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง 3.เน้นลงทุนในหุ้นซึ่งก็จะเหมือนกับลงทุนกองทุนแบบทั่วไป ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและมีให้เลือกลงทุนทั้งแบบในและต่างประเทศ 4.ลงทุนในทองคำ นับว่าเป็นแบบที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
สำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องของการจัดพอร์ตลงทุนตามหลัก Asset Allocation อาจทำการเลือกผสมการลงทุนระหว่างนโยบายต่างๆ ของกองทุน RMF ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดหวัง รวมทั้งปรับเปลี่ยนสัดส่วนให้เหมาะสมกับช่วงอายุด้วยเช่นกัน
มาถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการลงทุน เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่กว่า 80% นิยมลงทุนในช่วงเดือนสุดท้ายของปี (ธ.ค.) เลยทำให้เกิดคำถามว่าทำไม คำตอบส่วนหนึ่งที่ผมได้รับจากคนรอบข้าง คือ 1.ยังไม่ทราบว่าจะลงทุนกองทุนไหนดี 2.ไม่ทราบว่ารายได้ในปีนั้นๆ จะเป็นเท่าไร จึงไม่ทราบสิทธิในการลงทุน 3.ไม่ทราบว่าการลงทุนในช่วงเวลาที่ต่างกันจะมีผลอย่างไร 4.ไม่มีเงินลงทุน ไม่มีเวลา และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ผมกลับมองว่าเหล่านั้นดูจะเป็นข้ออ้าง เนื่องจากข้ออ้างดังกล่าวล้วนมีคำตอบ อาทิ การเลือกกองทุน ซึ่งปัจจุบันมีช่องทางต่างๆ มากมายในการค้นหาข้อมูลในส่วนของผลตอบแทนเพื่อทำการวิเคราะห์เลือกกองทุน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของ บลจ. สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) รวมถึงของ morningstarthailand.com ส่วนรายได้นั้นสามารถใช้จำนวนคร่าวๆ จากของปีที่แล้ว
ประเด็นสำคัญอีกจุดหนึ่งคือช่วงเวลาในการลงทุน ซึ่งมักจะมีการถกเถียงกันว่าวิธีการลงทุนแบบครั้งเดียว (Lumpsum) หรือลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (Dollar Cost Average) แบบไหนดีกว่ากันในแง่ของผลตอบแทน ซึ่งเป็นเรื่องยากในการบอก แต่จุดเริ่มต้นนี้ผมต้องขอสนับสนุนให้ลงทุนแบบถัวเฉลี่ย เนื่องจากจะช่วยเป็นการฝึกวินัยในการออม เงินลงทุนในแต่ละครั้งก็ไม่มาก แล้วยังช่วยเรื่องของการกระจายความเสี่ยงอีกด้วย ผู้ลงทุนอาจเริ่มโดยการลงทุนทุกเดือนหรือทุกไตรมาสก็ได้ครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับข้อมูลในเบื้องต้นสำหรับกองทุนประหยัดภาษีทั้งสองประเภท ผมหวังว่าพอจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ลงทุนทุกท่านไม่มากก็น้อยครับ







