posttoday
QE Tapering และอนาคตของตลาดหุ้นเอเชีย

QE Tapering และอนาคตของตลาดหุ้นเอเชีย

14 พฤศจิกายน 2556

โดย...อาทิตย์ ทองเจริญ ผู้บริหารงานจัดหาผลิตภัณฑ์ บลจ.กสิกรไทย

โดย...อาทิตย์ ทองเจริญ ผู้บริหารงานจัดหาผลิตภัณฑ์ บลจ.กสิกรไทย

ประเด็นร้อนที่นักลงทุนทุกฝ่ายต่างจับตามองในปีนี้คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่อง QE Tapering หรือการปรับลดเม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการ QE ของสหรัฐ เพราะตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มดำเนินมาตรการ QE หรือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพ (SubPrime) ตั้งแต่ปี 2008 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนั้น เม็ดเงินดังกล่าวได้ไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ เป็นต้น ต่างปรับตัวขึ้นอย่างถ้วนหน้าในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อมีกระแสข่าวออกมาว่า Fed จะปรับลดเม็ดเงิน QE จึงส่งผลให้ตลาดหุ้น (รวมถึงตราสารหนี้) ของเอเชียปรับตัวลงถ้วนหน้าและลามไปถึงค่าเงินตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนตัวลงรวดเร็วช่วงกลางปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากเดิมนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed น่าจะเริ่มทยอยปรับลดเม็ดเงินลงในช่วงเดือน ก.ย.ปีนี้ แต่เมื่อ Fed กลับยังคงมาตรการดังกล่าวไว้จนถึงปัจจุบัน จึงส่งผลให้เงินที่ไหลออกจากตลาดเอเชียในช่วงก่อนหน้า เริ่มไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง และทำให้ค่าเงินเอเชียที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาส 2 เริ่มมีเสถียรภาพดีขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่าตลาดหุ้นเอเชียยังคงได้รับอานิสงส์ทางบวกจากการคงเม็ดเงินในมาตรการ QE อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา เช่นเดียวกับการอัดฉีดเม็ดเงินของ Fed ก็ต้องมีวันสิ้นสุด เพราะวัตถุประสงค์ที่สำคัญของมาตรการ QE ก็คือการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันการอัดฉีดเม็ดเงิน ก็ได้ส่งผลให้งบดุลของ Fed ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดปรับขึ้นมาแตะระดับเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ถ้างบดุลขยายตัวมาก ก็ทำให้เศรษฐกิจและฐานะการเงินมีความเสี่ยงมากขึ้น (เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ส่วนใหญ่มาจากหนี้สินที่เพิ่มขึ้น) ดังนั้น เมื่อมีวี่แววว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทยอยปรับลดเม็ดเงิน QE ลง เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อสถานะของ Fed

ผลจากการที่หน่วยงานภาครัฐของสหรัฐต้องปิดทำการไปในช่วงต้นเดือน ต.ค. ประกอบกับประเด็นปัญหาเรื่องการปรับเพิ่มเพดานหนี้ที่ยังไม่ได้ข้อสรุปไปจนเดือน ก.พ.ปีหน้า ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ทางผู้ว่าการ Fed คนใหม่คือ Janet Yellen ซึ่งจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งปีหน้า เป็นบุคคลที่มีแนวคิดสนับสนุนการใช้มาตรการ QE มาโดยตลอด จึงคาดว่าการปรับลด QE น่าจะเลื่อนไปอยู่ในช่วงปลายไตรมาสแรก หรือต้นไตรมาส 2 ปีหน้า นั่นหมายความว่าตลาดหุ้นเอเชียเองยังมีช่วงให้หายใจได้อีกสักระยะ

อย่างไรก็ดี หากเกิดการทำ QE Tapering ขึ้นมาจริงๆ ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยต่ออนาคตของตลาดเอเชีย เพราะเพียงแค่สหรัฐมีกระแสข่าวว่าจะปรับลด QE ลง ก็ทำให้เงินไหลออกจากตลาดเอเชียและส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นอย่างมากในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงอาจทำให้หลายคนหวั่นว่าจะเกิดภาวะเงินทุนไหลกลับและเกิดวิกฤตในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตในช่วงปี 2540 หรือไม่

ปัจจัยหลักที่เราต้องกลับมาดูคือ ความแข็งแกร่ง และการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชีย หากจะดูในภาพรวมแม้ปีนี้จะชะลอตัวลงไปบ้าง แต่ IMF เองก็คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเอเชียน่าจะยังคงเติบโตได้ในระดับ 56% ซึ่งถือว่ายังคงอยู่ในระดับสูง แม้ความกังวลจะมีอยู่บ้างในบางประเทศที่ประสบภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย ซึ่งการที่เม็ดเงินไหลออกจะกระทบกับฐานะทางการเงินของประเทศเหล่านี้ แต่ดีกรีความรุนแรงไม่น่าจะกลับไปเหมือนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เพราะฐานะทางการเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้ มีความมั่นคงมากขึ้น ทั้งสัดส่วนเงินสำรองที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภาระการก่อหนี้ต่างประเทศที่ลดลงเมื่อเทียบกับเงินสำรองระหว่างประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย ในอดีตมีสัดส่วนการกู้ยืมจากต่างประเทศสูงกว่าเงินทุนสำรองกว่า 200% แต่ปัจจุบันเงินกู้ยืมระหว่างประเทศ คิดเป็นเพียงแค่ 66% เท่านั้น หรือแม้กระทั่งไทยเองที่เคยมีสัดส่วนการกู้ยืมจากต่างประเทศสูงถึงกว่า 150% ของเงินสำรองระหว่างประเทศ และปัจจุบันลดต่ำลงมาเหลือแค่ 35% เท่านั้น ดังนั้น ปัญหาเรื่องการขาดสภาพคล่อง จึงน่ากังวลน้อยกว่าในอดีตมาก

นอกจากนี้ หากจะมองถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลก จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป จีน หรือญี่ปุ่น ก็มีทิศทางที่ฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการส่งออก เพราะประเทศในกลุ่มเอเชียส่วนใหญ่ แม้จะหันมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศมากขึ้น แต่สัดส่วนการส่งออกก็ยังคงเป็นสัดส่วนที่สำคัญของจีดีพี และปลายทางการส่งออกที่สำคัญก็คือ สหรัฐ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น ที่คิดเป็นกว่า 1 ใน 3 ของยอดการส่งออกของเอเชียทั้งหมด ดังนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จึงย่อมส่งผลดีต่อการส่งออก และการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียด้วย

อีกปัจจัยที่สำคัญก็คือ การเติบโตของรายได้ของประชากรในเอเชีย โดยจากการศึกษาของ Credit Suisse ระบุว่า ครัวเรือนในภูมิภาคเอเชียจะมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นกว่า 49% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยเติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว นอกจากนี้ ประชากรส่วนใหญ่ของเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) มีสัดส่วนประชากรในวัยเด็กและวัยทำงานสูงกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งก็จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียให้เติบโตขึ้นได้ต่อไป รวมถึงส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเอเชียด้วยแต่การปรับตัวขึ้นลงของตลาดหุ้น มักจะไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียว แต่ยังประกอบด้วยปัจจัยอื่น โดยเฉพาะกระแสเงินทุน ซึ่งสามารถชี้เป็นชี้ตายตลาดหุ้นได้ เพราะไม่ว่าจะมีปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจดีแค่ไหน หากเงินไม่ไหลเข้า ตลาดหุ้นก็ไม่ไปไหน

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเอเชียบางตลาดปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างแรง จนอาจจะเกินปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น ดังนั้น หากสหรัฐปรับลด QE ลงจริง ในระยะสั้น ย่อมต้องส่งผลทางลบในแง่ของกระแสเงินลงทุนที่จะไหลออกไปยังตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป และทำให้ตลาดหุ้นในเอเชียขาดสภาพคล่อง และเกิดแรงเทขายปรับตัวลดลงได้ แต่เชื่อว่าแรงขายอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากนักลงทุนต่างรับรู้กันอยู่แล้วและในช่วงที่ผ่านมาก็มีกระแสเงินไหลออกมาจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ไปค่อนข้างมากแล้ว จึงเชื่อว่าเมื่อตลาดปรับตัวได้และเห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทเอเชียซึ่งยังคงมีแนวโน้มเติบโตสูง กระแสเงินทุนน่าจะไหลกลับเข้ามาตลาดเอเชียอีกครั้งและทำให้หุ้นเอเชียเป็นหนึ่งในตลาดที่ยังคงน่าสนใจในอนาคต

กล่าวโดยสรุป จากคาดการณ์ว่าการปรับลดมาตรการ QE ที่น่าจะเลื่อนไปในช่วงปลายไตรมาสแรก หรือต้นไตรมาส 2 ปีหน้านั้น จะทำให้ตลาดหุ้นเอเชียยังคงมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่เมื่อเกิดการปรับลด QE ขึ้นมา ในระยะสั้นน่าจะทำให้เม็ดเงินไหลออกและกดดันตลาดหุ้นเอเชียลงมา แต่เชื่อว่าจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของเอเชียยังแข็งแกร่งและมีอนาคตที่สดใส สุดท้ายแล้วเม็ดเงินน่าจะไหลกลับเข้ามาในเอเชียได้อีกครั้งในระยะสั้น จึงควรใช้ความระมัดระวังในการเข้าลงทุนอย่างมาก โดยรอจังหวะที่ตลาดปรับตัวลงจากข่าวการลด QE เข้าทยอยสะสมการลงทุนในหุ้นเอเชีย เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท