
สุดซอยไปเลย
ยิ่งนานไป ปมร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะยิ่งบานปลายขยายวง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ยิ่งนานไป ปมร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะยิ่งบานปลายขยายวง
แรงกระเพื่อมเกิดขึ้นอย่างรุนแรง โดยเกิดการแสดงพลังเคลื่อนไหวคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าวในทุกภาคส่วน ราวกับคลื่นสึนามิถล่ม
ไม่ใช่เฉพาะเวทีสามเสน ที่บัดนี้ได้ไปปักหลักที่ถนนราชดำเนินแล้ว เพื่อเป็นการขยับฐานมวลชนให้กว้างกว่าเดิมเท่านั้น
แต่การคัดค้านจากกลุ่มนักธุรกิจ สถาบันการศึกษา และกลุ่มอื่นๆ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกระแสที่เชี่ยวกราก
สถานการณ์เช่นนี้ยากจะเอาอยู่ เนื่องจากเป็นการก่อตัวของพลังที่หลากหลาย มีลักษณะดาวกระจายที่ยากควบคุม
แม้จะจัดการที่แห่งหนึ่งได้ ก็ไปผุดในที่อีกแห่งทดแทน
เท่ากับว่าการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นการประเมินที่ผิดพลาด
ผิดพลาดที่ว่าแรงค้านจากทั้งซีกการเมืองและประชาชนจะไม่มากพอ
พลาดตาเดียว จึงอาจเป็นเหตุให้พ่ายทั้งกระดาน
หากยังปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อเนิ่นนานไป รัฐบาลนี่แหละ จะเผชิญแรงกดดันที่มากขึ้น แม้จะเป็นเรื่องของสภา แต่จะขว้างงูไม่พ้นคอ
กระทั่งที่ว่า ถึงจะถอยร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ทว่าสถานการณ์ก็ยังไม่จบ
เพราะเสียงเรียกร้องจะมากขึ้น ความต้องการจะมากขึ้น เลยจุดของการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปเสียแล้ว
และการถอยร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็จำเป็นต้องไปสุดซอย คือ ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
เป็นการ Set Zero ให้การเมืองไปเป็นศูนย์ เพื่อเริ่มต้นนับ 1 ในสนามเลือกตั้ง
แต่ประเด็นปัญหาสำหรับการยุบสภาก็ยังมีอยู่
รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยอาจไม่อยากยุบสภาในขณะนี้ เนื่องจากสารพัดกฎหมายที่เร่งผลักดันมีอันต้องตกลงไปหมด
ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลากหลายมาตรา ทั้งร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ทั้งร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฯลฯ
นั่นหมายความว่า แรงที่ลงไปมากมายในช่วงเกือบ 3 ปี จั่วลมไปหมด ต้องเริ่มต้นกันใหม่
ถ้าไม่คับขันขยับไม่ออกจริง ก็ยากจะเลือกยุบสภา ที่เป็นทางออกสุดท้ายที่เหลืออยู่
แต่ทว่าการยุบสภาหรือไม่ ก็มีเงื่อนไขที่สำคัญประการถัดมา นั่นคือรัฐบาลอาจมีโอกาสยุบสภา
ฟ้าอาจผ่าเปรี้ยงลงมา ด้วยเหตุไม่คาดฝัน
สถานการณ์ทั้งหมดทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทุกขณะ
โปรดอย่ากะพริบตา







