
นโยบายกินตัวเอง
โลกทั้งโลกกำลังจับตาผลกระทบของสงครามซีเรีย แต่ทว่าสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าอาจจะเป็นนโยบายที่กินตัวเองก็เป็นไปได้
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
โลกทั้งโลกกำลังจับตาผลกระทบของสงครามซีเรีย แต่ทว่าสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าอาจจะเป็นนโยบายที่กินตัวเองก็เป็นไปได้
นับตั้งแต่การจำนำสินค้าเกษตรที่เริ่มการจำนำข้าวเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท กลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกษตรกรอื่นๆ ประท้วงกดดันให้รัฐบาลประกันราคาพืชผลการเกษตรด้วยเช่นกัน
ม็อบยางพาราที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายสัปดาห์ก็ใช่ แม้มีความพยายามจะยกว่าม็อบยางมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ทว่า หากไม่มีตัวอย่างจากการจำนำข้าว จะมีประเด็นอะไรมาต่อสู้เรียกร้องกับรัฐบาล
ต่อไปสินค้าเกษตรอื่นๆ จะเห็นเป็นตัวอย่างและประท้วงกดดันให้ประกันราคาเช่นกัน
กระทั่งชาวนาเองก็เตรียมประท้วงรัฐบาล เมื่อจะมีการลดราคาประกันข้าวเปลือกนอกฤดูการผลิต ก็เตรียมรับมือกันได้
นี่แหละ เป็นนโยบายกินตัวเอง สร้างผลขาดทุนไม่รู้จบ อันเนื่องจากการจำนำสินค้าเกษตรในราคาสูงๆ ส่งออกไม่ได้ ความเสียหายยิ่งกว่าดินพอกหางหมู
ถัดมา นโยบายรถคันแรก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะทำให้กำลังซื้อหายไปจากระบบอย่างฉับพลัน
มูลค่าเงินต้องผ่อนส่งรถคันแรกราวๆ 8 แสนล้านบาทถึง 1 ล้านล้านบาท หายวับไปกับตา เงินดังกล่าวเคยใช้จับจ่ายใช้สอยสินค้า แต่บัดนี้กลายเป็นภาระที่ต้องผ่อนส่งให้กับรถคันใหม่ ยังไม่นับภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับรถคันแรกอีก
ไม่แปลกที่ทำไมตัวเลขเศรษฐกิจแสดงถึงกำลังซื้อประชาชนหดหาย และไม่ว่าจะเป็นผลศึกษาทั้งจากภาครัฐบาล หรือภาคเอกชน ก็ระบุสาเหตุชัดเจนล้วนแล้วแต่มาจากนโยบายรถคันแรก
ถัดมาการขึ้นค่าแรง 300 บาท ที่ไม่ใช้งบประมาณรัฐบาล แต่บังคับให้ภาคเอกชนรับภาระ
ถึงวันนี้สิ่งที่ตามมาคือปัญหาค่าครองชีพถีบตัวขึ้น อันเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ผู้ใช้แรงงานเองก็ออกมาโวยเรียบร้อย แม้จะขึ้นค่าแรงไป แต่ชีวิตไม่ได้ดีขึ้น เนื่องจากสินค้าถีบตัวขึ้นทุกวัน
ยิ่งเมื่อภาวะสินค้าราคาแพง มาประจวบเหมาะกับกำลังซื้อที่หดหาย มันเลยยิ่งเหงาหงอยอย่างที่เห็น
นี่แหละ คือภาวะนโยบายกินตัวเองที่ชัดเจน ยิ่งอยู่นาน ก็ยิ่งกินลึกไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ผลกระทบร้ายลึก รุนแรงกว่าการบุกซีเรียเสียอีก







