
ภาวะตลาดตราสารหนี้เดือนส.ค.
โดย...ธินันท์ ถือสัตย์ ฝ่ายกำกับดูแล, สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
โดย...ธินันท์ ถือสัตย์ ฝ่ายกำกับดูแล, สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
ในเดือน ส.ค. 2556 มีปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง รวมทั้งสิ้น 1.54 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเท่ากับ 73,362 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 0.63% จากเดือน มิ.ย. ที่มียอดซื้อขายเฉลี่ยวันละ 73,828 ล้านบาท ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายกว่า 16% เป็นยอดการซื้อขายจากการฝากประมูล โดยพบว่ากว่า 75% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน (54,912 ล้านบาท) เป็นการซื้อขายในตราสารระยะสั้นที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี ในขณะที่อีกประมาณ 25% (18,191 ล้านบาท) เป็นการซื้อขายในตราสารที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี
ทางด้านกลุ่มของนักลงทุนที่เข้ามามีส่วนร่วม|ในการซื้อขายตราสารหนี้สูงที่สุด ยังคงเป็นกลุ่มของนักลงทุนประเภทบริษัทจัดการกองทุน (Asset Management Company : AMC) โดยมีมูลค่าการซื้อขายคิดเป็น 59% ของมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนทุกๆ ประเภทรวมกัน ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติ (Non Resident Investor : NR) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 125,857 ล้านบาท หรือคิดเป็นยอดขายสุทธิประมาณ 42,841 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 11% ของมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนทุกๆ ประเภทรวมกัน สำหรับพันธบัตรรัฐบาลอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป นักลงทุนที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดคือกลุ่ม AMC โดยมีสัดส่วนประมาณ 46% รองลงมาคือกลุ่ม NR โดยมีสัดส่วนประมาณ 28% ของนักลงทุนทั้งหมด
อัตราผลตอบแทนตลาดเมื่อวัดจากดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond Total Return Index) พบว่าปรับตัวลดลง 1.24% มาอยู่ที่ระดับ 216.92 จุด นับจากต้นปี (Year to Date) ซึ่งอยู่ที่ 219.23 จุด ส่วนดัชนีหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond Total Return Index) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.65% มาอยู่ที่ระดับ 187.44 จุด นับจากต้นปี (Year to Date) ซึ่งอยู่ที่ 184.39 จุด
ทางด้านภาพรวมของเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ในเดือน ส.ค. พบว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุตราสาร ในช่วงประมาณ 1-32 Basis Point (100 Basis Point = 1%) โดยเฉพาะในพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปี ที่ Yield ปรับเพิ่มขึ้นถึง 32 Basis Point ซึ่งสาเหตุหลักที่มีผลทำให้อัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ยังคงเป็นเรื่องของการคาดการณ์ว่าสหรัฐอาจจะลดขนาดของการใช้มาตรการ QE จากเดิมที่เดือนละ 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้มีขนาดน้อยลง หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ทยอยประกาศออกมาในช่วงหลังแสดงให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มในเชิงบวกมากขึ้น การคาดการณ์ดังกล่าวทำให้มีแรงเทขายพันธบัตรในแถบภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทย จากนักลงทุนต่างชาติออกมาอย่างต่อเนื่อง และเกิดการไหลออกของเงินทุนต่างชาติไปจากตลาดตราสารหนี้ไทยค่อนข้างมาก (มีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ราวๆ 92,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นส่วนที่เกิดจากการขายสุทธิประมาณ 43,000 ล้านบาท ขณะที่อีกประมาณ 49,000 ล้านบาท เป็นการไหลออกจากในส่วนของตราสารหนี้ที่ต่างชาติเคยถือครองเอาไว้และหมดอายุลงไป)







