
เศรษฐกิจชะลอเกิน
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส
เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 5.4% และถ้าเทียบกับไตรมาสแรกหดตัว 0.3% เป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาส 2 ทำให้ในทางเทคนิคถือว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Technical Recession) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับจากเกิดวิกฤตการเงินโลกในช่วงซับไพรม์ (Subprime) (4Q08–1Q09) ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ (สศช.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปี 2556 ลงจากเดิมที่ขยายตัว 4.2-5.2% เป็นขยายตัว 3.8-4.3% ตัวเลขคาดการณ์ใหม่ของ สศช. ใกล้เคียงตลาดที่คาดกันที่ 3.8-4.5% และธนาคารแห่งประเทศไทยคาดไว้ที่ 4.2%
การชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ดังกล่าวเกิดจากการชะลอของการจับจ่ายใช้สอยและการส่งออกสุทธิ โดยการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนหดตัว 1.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก เป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาส 2 โดยหมวดสินค้าที่ลดลงมากสุด คือ หมวดยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์นั่ง ซึ่งเป็นผลจากนโยบายคืนภาษีรถคันแรกที่หมดลง ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น แต่การบริโภคในหมวดโรงแรมกลับยังเพิ่มขึ้นได้ทั้งที่ไตรมาส 2 ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ก็ต้องถือว่าการท่องเที่ยวของไทยในปีนี้น่าสดใส (หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย ได้แก่ กลุ่มโรงแรม สนามบิน สายการบินต้นทุนต่ำ และกลุ่มโรงพยาบาล)
การส่งออกสุทธิ (หักลบการนำเข้า) ที่ลดลงในไตรมาสนี้เป็นการลดลงเกือบทุกหมวดสินค้า แต่ที่ลดลงรุนแรงสุด คือ การส่งออกกุ้ง เป็นที่ทราบกันว่าปริมาณผลผลิตกุ้งต้องเผชิญกับโรคตายก่อนวัย (EMS – Early Mortal Syndrome) มาตั้งแต่ปลายปี 2555 ที่ผ่านมา และเพิ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ประมาณเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมานี้ เชื่อว่าการส่งออกกุ้งในช่วงครึ่งปีหลังจะค่อยๆ ฟื้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับการลงทุนซึ่งเกี่ยวข้องกับหุ้นในกลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้างนั้น ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ยังคงเพิ่มขึ้น 3.9% จากไตรมาสแรก (Q-Q และเพิ่มขึ้น 4.5% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน (Y-Y) แม้ว่าอัตราการเพิ่มขึ้นจะแผ่วลงเพราะในไตรมาสแรก การลงทุนเติบโต 5.8% Y-Y แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะการลงทุนทางด้านการก่อสร้าง โดยเฉพาะการก่อสร้างที่อยู่อาศัยขยายตัวเพิ่มขึ้น 10.7% Y-Y ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ขยายตัว 10.3% แสดงถึงกำลังซื้อในบ้านเดี่ยวและคอนโดยังมีอยู่ต่อเนื่อง ไม่ได้ชะลอตามที่มีความกังวลกันในตลาด
ภาพรวมของเศรษฐกิจในไตรมาส 2 แม้จะชะลอมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่เชื่อว่าทั้งปียังน่าจะเติบโตได้ 3.8-4% โดยน่าจะแรงรีบาวด์ของการจับจ่ายใช้สอยและส่งออก โดยในด้านการใช้สอยนั้น เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาที่ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนขยับขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน แต่จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปเพราะความเชื่อมั่นทั้งของผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังไม่กระเตื้องนัก และดัชนีมูลค่าค้าปลีกรวมถึงรายได้เกษตรกรก็เริ่มขยับตัวขึ้นด้วย ในส่วนของการส่งออกนั้น ไตรมาส 3 เป็นช่วงพีกซีซั่น (Peak Season) ของการส่งออก และเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มยุโรปเริ่มฟื้นและหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ทำให้แนวโน้มของธุรกิจประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์น่าจะปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีลูกค้าอยู่ในยุโรป (KCE และ DELTA)
แม้เศรษฐกิจที่ชะลอจะสร้างกระแสจิตวิทยาเชิงลบให้กับหุ้นในระยะสั้น แต่เมื่อพิจารณาแยกเป็นองค์ประกอบต่างๆ แล้ว พบว่ากลุ่มที่ไม่สดใสได้แก่ กลุ่มยานยนต์ เพราะนโยบายรถคันแรกเป็นการดึงเอาการเติบโตในปีนี้ปีหน้าไปอยู่ในปีที่แล้วเสียหมดแล้ว และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเช่าซื้อรถ เพราะกำลังประสบปัญหาราคารถมือสองร่วงหนัก เช่น KK, TISCO, KCAR, TK เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและขายสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งมีความเสี่ยงกับการใช้จ่ายที่ชะลอ ได้แก่ ROBINS ขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคแต่เป็นสินค้าจำเป็นอย่าง CPALL, BIGC ไม่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับบ้าน การลงทุน และวัสดุก่อสร้าง ยังมีอนาคตที่ดี
อย่างไรก็ตาม ภาพของตลาดในระยะสั้นดูแย่ลงเมื่อดัชนีปิดต่ำกว่า 1,400 จุด แนวรับถัดไป คือ 1,380–1,375 จุด จะเป็นจุดให้ซื้อสะสมใหม่อีกรอบ อย่าลืมว่าเดือนหน้ายังมีประเด็นใหญ่รออยู่ คือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเป็นที่คาดโดยทั่วไปว่าน่าจะเริ่มชะลอโครงการซื้อพันธบัตร หรือ QE ตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้เลย ดังนั้นการซื้อหุ้นยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ต่อราคาได้สำหรับผู้ที่ซื้อลงทุนยาว







