
หยุดเสียเถิด
คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พรรคการเมืองซึ่งครองเสียงข้างมากในสภา จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมายใดๆ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พรรคการเมืองซึ่งครองเสียงข้างมากในสภา จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมายใดๆ
สาเหตุเนื่องมาจากเสียงข้างมากในสภา ก็คล้ายกับการได้รับอาณัติจากประชาชนให้บริหารบ้านเมืองตลอดระยะเวลา 4 ปี หรือจะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่
แต่ทว่าการใช้อำนาจทางการเมือง จำเป็นต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะต้องไม่ก่อให้เกิดการผูกขาดของอำนาจ
ไม่เช่นนั้นเสียงข้างมากในสภา อาจกลายเป็นเผด็จการในสภาได้ง่ายๆ
การที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย กำลังผลักดันร่างกฎหมายหลายฉบับ ทั้งด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การแก้รัฐธรรมนูญ กฎหมายเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ฯลฯ แล้วแต่มองได้ว่า จะก่อให้เกิดการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและด้านเศรษฐกิจ
นี่แหละคืออันตรายของประเทศ เป็นอันตรายต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
การเรียนรู้ความผิดพลาดจากประวัติศาสตร์ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะการเรียนรู้วิกฤตทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้น และควรจะหลบเลี่ยงมัน
หากจำกันได้รัฐบาลไทยรักไทย ในอดีตเคยเป็นรัฐบาลที่แข็งแกร่ง เป็นความหวังที่จะยกระดับการพัฒนาทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ
แต่ทว่าพรรคไทยรักไทยที่เข้มแข็ง ถึงกาลล่มสลาย อันเนื่องมาจากสาเหตุหลายๆ ประการ โดย หนึ่งในสาเหตุสำคัญ ก็คือพฤติกรรมการผูกขาดอำนาจทางการเมือง
รัฐบาลและผู้มีอำนาจในขณะนั้น เข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ โดยผ่านการควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแต่งตั้งบุคคลต่างๆ เข้าไปในองค์กรอิสระ
เครือข่ายอำนาจของพรรคไทยรักไทย จึงขยายไปทั้งฝ่ายบริหาร คือรัฐบาล เข้าไปยังฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงวุฒิสมาชิก และเข้าไปยังองค์กรอิสระ ที่ตามเจตนารมณ์แล้วตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบ ควบคุม ถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง
เมื่อดุลอำนาจถูกทำให้บิดเบือน ก็ย่อมเกิดแรงต่อต้านขึ้นมา
เมื่อไปรวมกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น สุดท้ายนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในปี 2549
บทเรียนทางการเมืองเหล่านี้ จำเป็นต้องนำมาระลึก และระวังในประเด็นการผูกขาดอำนาจ แม้จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่หากเกิดสภาพที่ถูกมองว่าจะผูกขาดอำนาจ ปัญหาจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
หยุดวิกฤตเสียเถิด ก่อนบ้านเมืองจะถึงทางตัน







