อัศจรรย์รวยล้นบาตร

  • วันที่ 08 ก.ค. 2556 เวลา 16:29 น.

โดย....อสนีบาต

หากไม่เกิดเหตุรถหรูถูกเพลิงไหม้แถว ปากช่อง จ.นครราชสีมา  ป่านนี้คงไม่ได้รับรู้เรื่องราวความเป็นไปอีกด้านของหลวงปู่เณรคำ ภาคอัศจรรย์

สองเหตุการณ์เป็นคนละเรื่องเดียวกันแต่ถูกนำมาเชื่อมโยงกันได้  จากข่าวชวนคาใจรถหรูเลี่ยงภาษี เป็นของใครกันแน่

กดดันให้หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องลงพื้นที่ตรวจสอบ ยอมรื้อขยะใต้พรม ทั้งที่รับรู้กันดีแต่ไม่มีใครกล้าพูดถึงความเชื่อมโยง นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล แม้แต่พระภิกษุสงฆ์ชื่อดังครอบครอง

ในที่สุดบานปลาย กลายเป็นอีกเรื่อง

นอกจากรถหรู   โผล่เครื่องบินเจ๊ต  ใส่เรย์แบรนด์ หูฟังแบรนด์ดัง ถือกระเป๋าหลุยส์วิคตอง นำไปสู่การยกระดับสู่การตรวจสอบธุรกรรมการเงิน ตั้งข้อสังเกตบรรดาเงินของพุทธศาสนิกชนถูกโยกย้ายถ่ายเทเข้ากระเป๋าใครบ้าง

ถ้าย้อนกลับไป กรณีเณรคำ เป็นที่ร่ำลือในหมู่ศิษย์ยานุศิษย์ร่วมหลายปี ด้วยคำสั่งสอนที่มีกุศโลบายสร้างพลังศรัทธา ให้กับนักการเมือง ศิลปินดารา ชาวบ้านผู้มีความเชื่อปากต่อปากบอกต่อกันไป   แม้แต่สถาบันการศึกษาต้องปูพรมแดงเชิญนิมนต์มาเทศนา 

เพราะเชื่อในคำสอนว่าทานบารมี หนุนนำบั้นปลายชีวิตขึ้นสู่สวรรค์  ซึ่งไม่ได้ผิด เพราะนี่เป็นสิทธิความเชื่อที่มีอย่างเนิ่นนาน นำไปสู่การตัดสินใจร่วมบริจาคเงินนับหลายร้อยล้านสร้างศาสนสถานขยายสาขา ราวกับเฟรนด์ไชน์   

อย่างไรก็ตามแต่ ความอัศจรรย์ของเณรคำแสดงถึงความไม่ปกติ แต่สังคมได้ทำให้เป็นเรื่องปกติมาหลายปีดีดัก   อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น หากรถเลี่ยงภาษีไม่เกิดเพลิงไหม้เสียก่อน คงไม่มีการขยายประเด็น ไปถึง ซีรีย์รวยล้นบาตร

มองแบบปลงสภาพ แท้ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่กรณีแรก  มักเกิดขึ้นอย่างเนืองๆ กับอีกหลายวัดทั่วประเทศ  โดยเฉพาะพื้นที่ไกลปืนเที่ยงขาดสิ่งยึดเหนื่ยวทางใจ

ดูก่อนสาธุชน เมื่อสงฆ์เป็นตัวแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ความเลื่อมใสคือภาพแรกได้สัมผัส  ความเลื่อมใสสร้างม่านบังตาบดบังการดำรงตนของสงฆ์นั้น จนแยกแยะไม่ออกระหว่างสงฆ์แท้หรือสงฆ์เทียม  ถึงได้ปลุกเสกวัตถุมงคล มุ่งเน้นแต่พุทธพาณิชย์  ดำริโครงการกุฎิ ระดับ 300 ล้านบาทราวกับโรงแรมเ   รับกิจนิมนต์ทัวร์ทั่วโลกบริกรรมคาถาบนรถไฟเหาะตีลังกา แวะเวียนเป่ากระหม่อมสีกาเป็นอาจิณ

อย่างนี้ยังเป็นความปกติในธรรมอีกหรือ  

ว่าไปแล้วอิทธิพลความเชื่อมีกำลังเข้มแข็งกว่าความรู้ความเข้าใจผ่านกระบวนการทางการศึกษา  ซ้ำร้ายองค์กรตรวจสอบสงฆ์ไร้ประสิทธิภาพ ขาดการจัดระเบียบ เป็นไปแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่  จึงทำให้สถานการณ์เลยเถิด ปรากฎการณ์"ไม่ปกติจึงกลายเป็นเรื่องปกติ”  

ในความเชื่อต้องมีการพิสูจน์ตรวจสอบ  ถ้าไม่มีข่าวการตรวจสอบ เณรคำและผู้เลื่อมใสคงไม่เดือดร้อน ยิ่งเหล่าผู้เกาะชายผ้าเหลืองคงเสพสุขในโลกธรรมของท่านต่อไป  

ดังนั้นการตรวจสอบด้วยหลักกฎหมายทางโลกผสมวินัยทางสงฆ์  ถือว่าร่วมสร้างบุญครั้งใหญ่ให้พุทธศาสนา  อย่างน้อยได้รู้ว่าหนทางนิพพานตามแบบฉบับเณรคำ หรือแม้แต่สงฆ์ภาคพิสดารตามที่ต่างๆ ไม่ได้เหนี่ยวรั้งพุทธศาสนาให้เสื่อมทรุด  ไม่เกิดความระแวงแคลงใจในชายผ้าเหลือง

อีกอย่างเมื่อต้องการให้เป็นไปตามครรลอง ถึงเวลาแล้วที่สงฆ์ผู้เจริญ ได้กลับมาแสดงความบริสุทธิ์จริง  ให้พุทธศาสนิกชนที่รอคอยได้ดวงตาเห็นธรรม ตามที่ท่านได้แสดงบุญญาบารมี

จริงอยู่ไม่อาจก้าวล่วงบังคับใจท่านได้ แต่ผู้เลื่อมใสปรารถนาให้ท่านได้รับกิจนิมนต์คืนสู่ประเทศไทยสักที 

แหม ว่าจะไม่กล่าวแล้วเชียว แต่ครั้นได้ยินศิษย์เณรคำบอก เณรคำจะยังไม่กลับเมืองไทยหากยังไม่ได้รับความยุติธรรม   ก็เลยอดนึกถึงคนทางไกลไม่ได้ เพราะมีสาวกออกมากล่าวแบบนี้เหมือนกัน นายยังกลับไม่ได้จนกว่าจะได้รับความยุติธรรม  

ทางโลกทางธรรมช่างไม่ต่างกันเลยหนอ