
เฟดสร้างคาดการณ์ที่ชัดเจนให้ตลาด
โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย / [email protected]
โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย / [email protected]
ในที่สุดเราก็ได้ความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของ QE จากคุณเบน เบอร์แนนคี เองภายหลังการประชุม FOMC ที่ผ่านมา ซึ่งสัญญาณที่ส่งออกดูเหมือนว่า QE อาจจะสิ้นสุดเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด นับเป็นประเด็นหลักที่กดดันการลงทุนในปัจจุบัน
สิ่งที่เรามองว่าเบอร์แนนคีประสบความสำเร็จคือ การสร้างการคาดการณ์อย่างชัดเจนให้กับตลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องว่าจะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตรเมื่อใด จะหยุดการเข้าซื้อเมื่อใด และจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อใด เห็นได้จากการสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ โดย Bloomberg ที่ถามว่าเฟดจะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตรเมื่อใด ก่อนหน้าการประชุม FOMC ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่านักวิเคราะห์ “ส่วนมาก” (Consensus) คาดว่าจะเกิดขึ้นการประชุมเดือน ก.ย.นี้ แต่คำว่า “ส่วนมาก” นี้หมายถึงนักวิเคราะห์เพียง 27% ของผู้ที่ตอบทั้งหมดเท่านั้น และที่เหลือกระจายอยู่ในกาประชุม 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นในสัดส่วนที่ไม่ต่างกันนัก แต่ภายหลังการแถลงการณ์ของเบอร์แนนคี ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่านักวิเคราะห์ “ส่วนใหญ่” หรือประมาณ 44% ของผู้ตอบ คิดว่าเฟดจะเริ่มชะลอในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ ขณะที่การหยุดการเข้าซื้อก็น่าจะเป็นช่วงกลางปี 2557 ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในช่วงกลางปี 2558 ซึ่งการที่นักวิเคราะห์มีความเห็นที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ก็น่าจะตกใจน้อยลงยาม เมื่อการลด QE เกิดขึ้นจริง ทำให้บางคนมองว่าเขา “สอบผ่าน” ในฐานะธนาคารกลางในด้านการสื่อสาร
แต่ตลาดไม่ได้ชอบภาพที่เบอร์แนนคีช่วยวาดให้นี้นัก จึงเกิดแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสินทรัพย์ “เสี่ยง” และสินทรัพย์ “ปลอดภัย” โดยตลอดช่วงหนึ่งเดือนหลังจากที่เบอร์แนนคีไปแถลงที่รัฐสภา ในวันที่ 22 พ.ค. จนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากการลงทุนปรับตัวลดลงในแทบทุกสินทรัพย์ หุ้นทั่วโลก (MSCI All Country World) ปรับตัวลดลง 7.0% หุ้นไทยลดลง 14.2% บอนด์ทั่วโลก (JPM GABI) ลดลงประมาณ |0.6% พันธบัตรรัฐบาลไทยลดลง 3.2% สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก (S&P GSCI Total Return) ลดลง 1.6% น้ำมัน WTI ลดลง 0.5% และทองคำลดลง 5.4% ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่เฟดจะเริ่มลดการเข้าซื้อจริงๆ เสียอีก
ที่ผ่านมาการลงทุนได้รับประโยชน์จากปัจจัยสภาพคล่องค่อนข้างมาก เงินใหม่ที่เฟดช่วยเติมเข้ามาต่อเนื่องได้ผลักดันราคาสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้น และทำให้ครัวเรือนมั่งคั่งขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังอ่อนแอ แต่เมื่อปัจจัยสภาพคล่องเริ่มที่จะหมดไป เราก็คงต้องหันกลับไปมองดูที่พื้นฐานที่แท้จริงของเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไร ถ้าหากเศรษฐกิจเติบโตดี บริษัทต่างๆ ก็น่าจะทำกำไรได้ดี ส่งผลบวกต่อราคาหุ้นของบริษัทนั้นๆ
สำหรับเศรษฐกิจโลก เรามองว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น ตัวฉุดรั้งที่เหลือคือ การลดการใช้จ่ายภาครัฐ คือ เรื่อง Sequestration ในสหรัฐและมาตรการรัดเข็มขัดในยุโรป ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบน้อยลงไปเรื่อยๆ ขณะที่เศรษฐกิจในภาคส่วนอื่นดูดีขึ้น ท่าทีของนโยบายการเงินยังคงอยู่ในโหมด “ผ่อนคลาย” ต่อเนื่องในอีกหลายปีจากนี้ แม้ว่าอาจจะ “ผ่อนคลายน้อยลง” บ้าง เพราะไม่มี QE เข้ามาเพิ่มเติม แต่ก็อันเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นนั่นเอง และที่สำคัญคือ Downside Risk มีน้อยลงไปมาก ทั้งนี้ เบอร์แนนคีเพิ่งยืนยันว่ามี Bernanke Put มีอยู่จริง คือ ถ้าเศรษฐกิจแย่ลงกว่านี้ เฟดก็พร้อมที่จะเข้ากระตุ้นเพิ่มเติม ส่วนฝั่งยุโรปก็มีมาตรการ OMT คอยรองรับความเสี่ยงต่างๆ อยู่ ดังนั้น จากนี้ไปเรามองว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น แม้ว่าอัตราการเติบโตอาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่สูงนัก แต่เศรษฐกิจก็มีความแข็งแกร่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาปัจจัยสภาพคล่องอาจจะผลักดันราคาสินทรัพย์ขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไป เราคงต้องเผชิญกับการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านจากปัจจัยสภาพคล่องสู่ปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง แต่ทิศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การลงทุนในตราสารทุนยังดูน่าสนใจกว่าการลงทุนในตราสารหนี้อยู่ แต่อาจต้องรอให้คนคุ้นเคยกับภาพวาดใหม่ของลุงเบนเสียก่อนครับ







