
นับถอยหลัง
เมื่อวาน เป็นวันแห่งความปั่นป่วนของตลาดเงินและตลาดทุน
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เมื่อวาน เป็นวันแห่งความปั่นป่วนของตลาดเงินและตลาดทุน
ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างฮวบฮาบ พร้อมๆ กับมีการเทขายพันธบัตรในตลาดเงิน และขายหุ้นในตลาดทุน ติดลบลงไปถึง 75.92 จุด
ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเนื่องจากต่างชาติเริ่มถอนตัว ขนเงิน ขนกำไรไปจากประเทศไทย
เงินเหล่านี้มีพฤติกรรมเหมือนเดิม นั่นก็คือ จะไหลจากที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังที่ให้ผลตอบแทนสูง ช่วงที่ผ่านมายุโรปและสหรัฐประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เงินจึงไหลเข้าเอเชีย
แต่บัดนี้เอเชียเริ่มคลายมนต์ขลัง เศรษฐกิจจีนลดความร้อนแรง ส่งผลถึงประเทศอื่นๆ อาทิ ไทย ต้องปรับลดการเติบโตลงมาเช่นกัน
ในทางกลับกัน เศรษฐกิจสหรัฐทำท่าจะฟื้นตัว บรรดาเงินร้อนจึงถ่ายเทถอนจากเอเชีย รวมถึงไทยกลับไปอเมริกา
ทั้งหมดสะท้อนจากพฤติกรรมการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ คือ พันธบัตร หุ้น โดยเมื่อได้เงินบาทมาแล้ว ก็เอาไปแลกเป็นเงินดอลลาร์ขนออกไป
ค่าเงินบาทจึงอ่อนตัวลงอย่างที่เห็น หล่นลงไปแตะใกล้ๆ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนตัวสุดในรอบ 8 เดือน
พลังของทุนนิยมจึงยากจะรับมือ
ทั้งหมดยังสะท้อนให้เห็นความไม่เข้าท่าของผู้กุมนโยบายเศรษฐกิจ ตบตีกันเกือบตาย เรื่องลด ไม่ลดดอกเบี้ย เพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนตัว
สุดท้ายค่าเงินบาทอ่อนฮวบฮาบเมื่อต่างชาติขนเงินออก ไม่ต้องคิดถึงดอกเบี้ยจะขึ้นหรือจะลดแม้แต่น้อย
การลดดอกเบี้ยครั้งที่ผ่านมา จึงอาจเรียกได้ว่า เสียของ ทำให้เครื่องมือทางนโยบายการเงินลดกำลังลงไปแบบไม่ได้อะไรสักอย่าง
และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือสภาพความซบเซาจะเริ่มเข้ามาแทนที่ เพราะเงินหายไปจากระบบ จากการที่ต่างชาติขนเงินออกไป และอาการติดยอดดอยในตลาดหุ้น
รัฐบาลเองก็ใช้เงินอย่างไม่บันยะบันยัง จนกระทั่งจะทำให้ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ขณะที่การจัดเก็บภาษียังน่าห่วงว่าจะต่ำกว่าเป้าหมาย
สัญญาณกำลังซื้อที่แผ่วลงมองเห็นชัดเจนนับตั้งแต่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เก็บได้ 5.6 หมื่นล้านบาท ลดลงถึง 4,500 ล้านบาท หรือลดลง 7.56 % แสดงให้เห็นถึงประชาชนกำลังซื้อหดหาย เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มจะจัดเก็บจากการบริโภค การใช้จ่ายของประชาชนโดยตรง
นี่แหละ ถึงเคยบอกหลายครั้งว่านับถอยหลังได้แล้ว
ขาลงกำลังจะมา ไม่มีแรงใดจะต้านทานหรือเอาอยู่







