
พายเรือออกจากอ่าง
ความพยายามผลักดันการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเริ่มปรากฏเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นเรื่อยๆ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ความพยายามผลักดันการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเริ่มปรากฏเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นเรื่อยๆ
รูปแบบสำคัญที่นำมาใช้คือ การที่กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งประชาชน ตัวแทนองค์กรเอกชน (เอ็นจีโอ) ตัวแทนองค์กรอิสระ นักวิชาการ สื่อมวลชน ฯลฯ เดินทางไปดูงานเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน
จากนั้นจะเปิดการสัมมนาทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาถกเถียง เข้ามารับรู้ถึงโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งแต่แรก
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กฟผ. นำตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ไปดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ญี่ปุ่นเป็นการประเดิม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่จะต้องพิจารณาสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่เพียงแต่จะต้องนำผู้มีส่วนได้เสียเดินทางไปดูโรงไฟฟ้าเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างยิ่งคือ เราจะเอาสิ่งใดเป็นจุดตั้งต้น
ที่ผ่านมา นโยบายสำคัญคือนำเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ทำให้คำตอบที่ออกมาก็คือค่าไฟฟ้าต้องไม่แพง เพื่อลดต้นทุนให้อุตสาหกรรม รวมไปถึงลดค่าครองชีพของประชาชน
นิวเคลียร์ ถ่านหิน ฯลฯ จึงกลายเป็นทางเลือก และตามมาด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน ความปลอดภัย ความมั่นใจ ฯลฯ
นี่แหละจึงกลายเป็นจุดของการโต้แย้งต่างๆ มากมายตามมา
แต่หากนำประเด็นอื่นมาเป็นจุดตั้งต้นที่มีความสำคัญเท่าๆ กับเศรษฐกิจ อาทิ สิ่งแวดล้อม ความเชื่อมโยงกับชุมชน ปัจจัยต่างๆ จะเปลี่ยนไป
โลกถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยจำเป็นต้องมองอย่างบูรณาการ เป็นองค์รวมมากกว่าที่จะยึดโยงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และจำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์ที่มีต่อกันให้ครบถ้วน
การพัฒนาไม่ว่าด้านใด จำเป็นต้องเดินสู่เส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และโรงไฟฟ้าที่ยั่งยืน
ประเทศเรามีบทเรียนมากมายจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ทั้งจากปัญหาโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง
ความรุนแรงที่บ่อนอก หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์
หรือความสำเร็จในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ที่ จ.ระยอง ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเพียงไม่กี่แห่งที่สร้างได้ภายหลังเกิดกรณีบ่อนอก หินกรูด
เหล่านี้เป็นสิ่งที่สมควรจะนำมาประกอบ ศึกษา หาแนวทางที่ควรจะเป็นของโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยเช่นกัน
ไม่เช่นนั้นสุดท้ายก็หนีไม่พ้นวังวนปัญหาเดิม เถียงกันตีกันไม่รู้จบ







