
พักฐานและเริ่มหาหุ้นกันใหม่
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส
ตลาดหุ้นเริ่มกลับเข้าสู่บรรยากาศเงียบเหงาอีกครั้ง และเป็นเช่นนี้ทุกครั้งในช่วงใกล้จะรายงานผลประกอบการรายไตรมาสเสร็จสิ้น เพราะนักลงทุนที่ซื้อเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียงเพื่อจะเก็งว่าบริษัทนั้นบริษัทนี้จะมีกำไรออกมาดี เมื่อบริษัทเหล่านั้นรายงานผลกำไรออกมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะดีก็ถือว่าตามคาด เป็นอันว่าได้เวลาขาย แต่ถ้ากำไรออกมาต่ำกว่าคาด ยิ่งต้องขาย เพราะถือว่าเก็งผิดทาง สำหรับไตรมาสแรกนี้ บริษัทจดทะเบียนจะต้องส่งงบการเงินให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 15 พ.ค. (45 วันนับจากวันสิ้นงวด) ตลาดหุ้นในระยะนี้จึงอยู่ในช่วงของการพักฐาน เพื่อรอหาข่าวใหม่ที่จะเป็นตัวกระตุ้นว่าจะไปในทิศทางใดต่อไป ช่วงนี้ถือว่าตลาดให้เวลาทั้งนักลงทุนและนักวิเคราะห์ที่จะค่อยๆ พิจารณาเลือกหุ้นเพื่อลงทุนกันอีกครั้ง
กำไรในไตรมาสแรกตอกย้ำปีนี้เป็นปีที่ดีของตลาดหุ้น
ภาพของตลาดหุ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงเป็นภาพที่สดใสทั้งจากปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเอง และสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่เป็นตัวเสริม โดยที่QE ของเดิมยังอยู่ครบ ยังไม่มีธนาคารกลางประเทศใดมีวี่แววว่าจะถอนคันเร่ง (ดูดซับสภาพคล่องกลับ) ในเร็วๆ นี้ หรืออย่างน้อยในปีนี้ ขณะที่ในช่วงไม่นานที่ผ่านมา ธนาคารกลางของอินเดีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม ได้ลดดอกเบี้ยลง ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นสภาพคล่องมากขึ้นไปอีก สำหรับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทในตลาดหุ้นไทยก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นสอดรับกับราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมา โดยยังไม่ต้องเป็นห่วงถึงภาวะฟองสบู่ (อันนี้พูดถึงภาพรวม แต่บางบริษัทที่สังเกตว่าไม่มีบทวิเคราะห์ เกิดภาวะฟองสบู่มานานแล้ว) โดยกำไรในไตรมาสแรกถือว่าออกสตาร์ทได้อย่างสวยงาม จากหุ้น 60% ที่ฝ่ายวิเคราะห์ของ FSS ศึกษา พบว่ามีกำไรจากการดำเนินงานปกติ ไม่รวมรายการพิเศษ (เช่น กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน การตีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่ม การขายสินทรัพย์ เป็นต้น) เพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 22% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่เราคาด ดังนั้น กำไรทั้งปีนี้ที่เราคาดว่าจะเติบโต 25% จึงน่าจะยังเป็นไปได้อยู่ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในภูมิภาค
หุ้นกลุ่มส่งออกมีน้ำหนักน้อยเมื่อเทียบกับทั้งตลาด
สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเกิดขึ้นในไตรมาส 2 จึงทำให้เริ่มมีความกังวลว่าเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2-3 จะแผ่ว รวมถึงกำไรของผู้ประกอบการอาจชะลอ แต่จริงๆ แล้ว ขนาด (Market capitalization) ของหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร และกลุ่มท่องเที่ยว รวมกันแล้วมี Market cap ไม่ถึง 8% ของตลาด ถึงแม้ว่าบริษัทในกลุ่มเหล่านี้จะถูกกระทบก็ไม่น่าฉุดตลาดลงได้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว เท่าที่เราได้ติดตามข้อมูลและพูดคุยกับบริษัทอยู่เป็นระยะ เราพบว่าค่าเงินบาทแข็งกลับไม่ได้เป็นปัญหามากเท่ากับปัญหาอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าบางแห่งที่ยังไม่ฟื้น อาทิ ตลาดยุโรป หรือราคาวัตถุดิบบางประเภทที่ผันผวน (ตามเศรษฐกิจจีนที่ยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก ไม่ใช่ตามอัตราแลกเปลี่ยน) หรือเป็นปัญหาประสิทธิภาพในการผลิตของบริษัทนั้นๆ เอง ในทางตรงกันข้าม บริษัทจดทะเบียนในตลาดต่างมีการป้องกันความเสี่ยงหรือเตรียมการเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว ผลกระทบจึงสามารถบริหารจัดการได้ และถ้ามองให้ครบด้าน จะพบว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าก็เป็นประโยชน์กับอีกหลายบริษัทที่กำลังขยายการลงทุน นำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ หรือมีเงินกู้เป็นเงินสกุลต่างประเทศ เป็นต้น
กลุ่มบริโภคและลงทุนยังแรงดี
หากจะดูกลุ่มที่เป็นตัวแทนการบริโภคและการลงทุน ซึ่งเป็นกลุ่มที่หลายสำนักวิจัยบอกว่าเป็นกลุ่มที่ผลักดันตลาดหุ้นในปีนี้ ลองดูที่กลุ่มค้าปลีก กลุ่มบ้าน วัสดุก่อสร้าง และรับเหมา ซึ่งกลุ่มค้าปลีกรายงานผลประกอบการออกมาจนครบแล้ว ปรากฏกำไรดีตามคาด เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสแรกของปีก่อน แต่ลดลง 3% จากไตรมาสก่อนซึ่งเป็น High season ของธุรกิจ กำไรทั้งกลุ่มคิดเป็น 21% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่เราคาด ถือว่าการบริโภคภาคเอกชนยังแรงดี ส่วนกลุ่มรับเหมามีเพียง STEC ที่รายงานผลกำไรแล้ว ซึ่งดีขึ้นจากไตรมาสก่อนกว่า 30% ส่วนกลุ่มบ้าน ไตรมาสแรกไม่ใช่ไตรมาสที่ดี แต่น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ กลุ่มบ้านจึงยังเป็นกลุ่มที่น่าลงทุน







