
ตอกำลังจะผุด
เศรษฐกิจส่งสัญญาณอ่อนล้ามาอย่างชัดเจน และเพิ่งจะมีการยอมรับอย่างเป็นทางการ จากถ้อยแถลงของ สมชัย สัจจพงษ์
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เศรษฐกิจส่งสัญญาณอ่อนล้ามาอย่างชัดเจน และเพิ่งจะมีการยอมรับอย่างเป็นทางการ จากถ้อยแถลงของ สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
สัญญาณดังกล่าวก็คือ ในไตรมาสแรก การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว สะท้อนจากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขยายตัวแค่ 6.9% ลดลงเมื่อเทียบไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 18%
ขณะที่การบริโภคสินค้าคงทนสะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งขยายตัวได้ 101.3% ชะลอจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 268.7%
ส่วนปริมาณการจำหน่ายเริ่มเห็นสัญญาณการหดตัวในเดือน ก.พ. และ มี.ค. ซึ่งขยายตัวลบ 0.9% และ 0.04% ตามลำดับ
การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 6.8% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 43.1%
การส่งออกขยายตัว 4.3% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 18.5%
สำหรับด้านการผลิต พบว่าดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 2.9% หดตัวลง 2.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมอยู่ที่ 95.5% ต่ำที่สุดในรอบ 5 เดือน เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลค่าเงินบาท
ตัวเลขทุกตัวกำลังใส่เกียร์ถอยหลัง ถดถอย
เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกเริ่มแผ่ว ก็โยนไปให้ว่าเป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าภาคผลิต การบริโภค ภาษีมูลค่าเพิ่มลด
แต่ความจริงแล้ว เศรษฐกิจส่งสัญญาณไม่ดีตั้งแต่ต้นปี ที่กำลังซื้อหดหาย ไม่ได้คึกคักอย่างที่เคยเป็น
เงินหายไปจากระบบอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยสำคัญมาจากโครงการรถคันแรกที่ดูดเงินจากระบบ จากกระเป๋าชาวบ้านไปถึง 78 แสนล้านบาท
ใครที่ซื้อรถคันแรก ก็ต้องลดการใช้จ่ายอื่นๆ จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงการจับจ่ายใช้สอย
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนมากก็ประสบปัญหาต้นทุนสูงขึ้น ไม่ใช่จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าจะทำให้ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนวัตถุดิบ และสินค้าทุนถูกลงมา
แต่ต้นทุนที่ผู้ประกอบการพบก็คือต้นทุนจากค่าแรงที่ปรับตัว รวมถึงราคาสินค้า บริการต่างๆ ปรับตัวจากค่าแรงงาน แม้ยอดขายจะขึ้น แต่กำไรกลับหดลง
นี่แหละ สภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นท่ามกลางม่านมายาของตัวเลขเศรษฐกิจและดัชนีตลาดหุ้นที่พุ่งทะยานจากภาวะเงินทุนไหลเข้า
เศรษฐกิจกำลังมีปัญหา และตอจะผุดขึ้นในไม่ช้า
เมื่อถึงเวลานั้น อะไรๆ ก็เอาไม่อยู่







