
เจ๊งติดดิน
เงียบๆ แต่ยังคงเป็นเรื่องใหญ่ นั่นคือ โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่นานวันมีแต่ปัญหาจะมากยิ่งขึ้น
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เงียบๆ แต่ยังคงเป็นเรื่องใหญ่ นั่นคือ โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่นานวันมีแต่ปัญหาจะมากยิ่งขึ้น
ล่าสุด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจและน่าตระหนก
นั่นก็คือ ราคาข้าวเปลือกและราคาข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีความผิดปกติ
ปกติแล้วราคาข้าวเปลือกเมื่อสีเป็นข้าวสารจะต้องแตกต่างกัน อาทิ ราคาข้าวเปลือกหากรับจำนำที่ 1.5 หมื่นบาท เมื่อสีเป็นข้าวสารจะต้องมีต้นทุนที่ระดับ 2.3 หมื่นบาท หรือห่างกันตันละ 8,000 บาท
สาเหตุเนื่องจากการสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารจะมีการสูญเสีย เป็นรำข้าว เปลือกข้าว โดยอัตราปกติที่เป็นกันก็คือ ข้าวเปลือก 100 ส่วน จะสีเป็นข้าวสาร 66 ส่วน
แต่ตัวเลข 2 เดือนล่าสุด คือ มี.ค. และ เม.ย. ราคาข้าวสารลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันราคาข้าวสารอยู่ที่ตันละประมาณ 1.5 หมื่นบาทเศษ ซึ่งใกล้เคียงกับราคาข้าวเปลือกที่รับจำนำอย่างมาก
นั่นหมายความว่า รัฐบาลน่าจะขาดทุนมหาศาล
ทั้งหมดยังเป็นสิ่งสะท้อนว่า ข้าวที่รัฐบาลเร่งระบายมีการขายในราคาถูกมาก เพื่อเอาเงินมาโปะในโครงการรับจำนำข้าว สิ่งเหล่านี้ทำให้รัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง และเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นด้วย
นพ.วรงค์ เชื่อว่าในปีหน้ารัฐบาลจะไม่มีเงินจ่ายในโครงการนี้ เนื่องจากหมุนเงินไม่ทัน เพราะไม่สามารถระบายข้าวออกนอกประเทศได้ จากปัญหาค่าเงินบาทแข็ง และเวียดนามซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งยังกดราคาขายลง ทำให้ราคาต่ำกว่าไทยถึงเกือบ 200 เหรียญสหรัฐ
ข้อมูล นพ.วรงค์ หากไปสอบทานกับแหล่งอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกัน
อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ราคาข้าวเปลือกในประเทศ สำหรับข้าวเปลือก 100% อยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท ขณะที่ข้าวเปลือก 5% อยู่ที่ 1.48 หมื่นบาท
แต่ทว่า ราคาข้าวสาร 5% ณ ตลาด กทม. อยู่ที่ตันละ 15,350 บาท ขณะที่ข้าวสาร 5% ราคาส่งออกอยู่ที่ตันละ 16,479 บาท
หรือเทียบแล้วราคาข้าวสารในประเทศสูงกว่าราคาข้าวเปลือกแค่ 550 บาท ส่วนราคาส่งออกสูงกว่าราคาข้าวเปลือกแค่ 1,700 บาท
นั่นหมายความว่า ราคาข้าวสารที่ขายกันทั้งในและต่างประเทศ จะต้องรับภาระการขาดทุน โดยผู้รับภาระก็คือรัฐบาล
จริงไม่จริงอย่างไร ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกมาอธิบาย
ไม่ใช่นั่งนิ่ง อมพะนำ ทำเจ๊งแบบไม่รู้จบเหมือนที่เป็นอยู่







