
ลดมุมมองเชิงบวก
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต
ตลาดการเงินและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกผันผวนอย่างหนักช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนใหญ่อ่อนตัวลงจากจุดสูงสุดในไตรมาสแรก 2-10% นำลงโดยตลาดหุ้นจีนและยุโรป เม็ดเงินส่วนหนึ่งถูกโยกกลับเข้าพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ราคาพันธบัตร 10 ปี ของสหรัฐพุ่ง ดึงบอนด์ยีลด์ลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือน
ความผันผวนเกิดจากสาเหตุ ดังนี้
ประการแรก เสียงข้างน้อยในคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า เฟดควรลดการซื้อสินทรัพย์ภายในปีนี้และควรยกเลิกการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณหรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ|(คิวอี) ในปีหน้า
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกได้ร่วมมือกันอัดฉีดเม็ดเงินมโหฬารเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เกิดผลข้างเคียง ผลักดันให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลก รวมถึงทองคำและหุ้นทั่วโลกทะยานขึ้น
แนวคิดในการลดขนาด หรือเลิก คิวอี เสมือนการผ่อนลมออกจาก “ลูกโป่งสินทรัพย์” ราคาสินทรัพย์เสี่ยงที่ขึ้นมามาก จึงปรับฐานอย่างรุนแรง รวมถึงทองคำกำลังถูกลดบทบาท หลังความเสี่ยงลดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเฟ้อ หรือโอกาสที่สหภาพยุโรป (อียู) ล่มสลาย
แม้เฟดซึ่งเป็นธนาคารกลางที่ใหญ่สุดของโลก เริ่มแสดงทีท่าว่าจะลด หรือยุติ คิวอี แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าเต็มสูบทำ อียู เพื่อแก้ปัญหาเงินฝืด
ล่าสุด ที่ประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลก20 แห่ง (จี20)ระดับ รมว.คลัง ไม่ขัดขวางญี่ปุ่นทำ คิวอี ดันให้เงินเยนที่เคยแข็งกลับมาที่ 96 เยนต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนกลับมาใกล้ 100 เยน คิวอี ญี่ปุ่นจึงมีบทบาทประคองตลาดหุ้นเอเชีย
ประการที่ 2 สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแผ่วลง สหรัฐเริ่มเห็นผลกระทบจากมาตรการปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐที่เริ่มเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2556 ขณะที่มาตรการขึ้นภาษีและหารายได้เพิ่มเติมมีผลไปก่อนแล้วตั้งแต่ต้นปี
ยุโรปยังคงเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเรื้อรัง อัตราการว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์ในหลายประเทศ วิกฤตการเงินไซปรัส ภาวะสุญญากาศทางการเมืองในอิตาลี ตอกย้ำความกังวลนี้
ญี่ปุ่นกำลังต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ท่ามกลางปัญหาเงินฝืดเรื้อรัง รัฐบาลชุดใหม่กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ ผ่านทั้งนโยบายการเงิน-การคลัง ซึ่งมีผลข้างเคียงกดเงินเยนให้อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
เศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกขยายตัว 7.7% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 8% ขณะที่ความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ ทำให้ทางการจีนออกมาตรการแตะเบรกตลาดอสังหาริมทรัพย์ และควบคุมการขยายสินเชื่อ
สัปดาห์ก่อนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้เหลือโต 3.3% จากระดับ 3.5% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีและความเร็วของการฟื้นตัวแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน
กลุ่มแรก เศรษฐกิจชะงักงัน นำโดยยุโรป
กลุ่มสอง เศรษฐกิจฟื้นตัวอ่อนและเปราะบาง นำโดยสหรัฐ
กลุ่มสาม เศรษฐกิจกำลังเร่งตัวขึ้น บางส่วนแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มไต่สูงขึ้น จึงไม่สามารถคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินเป็นเวลานาน เหมือน 2 กลุ่มแรกได้แก่ ประเทศส่วนใหญ่ในแถบเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาความแตกต่างของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย ยังส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนเข้าสู่ตลาดการเงินของประเทศกลุ่มที่สาม ผลักดันให้สกุลเงินของกลุ่มนี้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ในบางประเทศ รวมถึงไทย ค่าเงินแข็งเร็วเกินไป และเริ่มนำหน้าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อย (หากค่าเงินยังแข็งต่อ) ที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างรวดเร็ว
แม้หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ดูดีกว่าทองคำ พันธบัตร หุ้นกู้ ในระยะยาว ในมิติของโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง แต่ในระยะสั้นยังดูผันผวน แนะลดค่าเบตาของพอร์ต
กลุ่มที่มีแนวโน้มด้อยกว่าตลาด ได้แก่ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงาน ปิโตรเคมี ชิปปิ้ง) หุ้นที่ต้องพึ่งพิงกำลังซื้อในตลาดโลกในสัดส่วนสูง (หุ้นส่งออก)
กลุ่มที่มีแนวโน้มเด่นกว่าตลาด ได้แก่ หุ้นมือถือ (INTUCH) หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ (CPALL) หุ้นสถาบันการเงิน (KK) หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน (BTS, JAS, SPCG-W1) เป็นต้น







