
ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
สวัสดีครับทุกท่าน ผมหวังว่านักลงทุนทุกท่านคงจะได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ในช่วงเทศกาลวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่ยังคงติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง อาจจะรู้สึกเหมือนผมว่าไม่ค่อยสบายใจกับทิศทางของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้เท่าไหร่ เพราะดูเหมือนว่าปัจจัยความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจโลก ราคาทองคำ และการก่อการร้าย
เริ่มตั้งแต่ตัวเลข GDP ไตรมาสแรก/2556 ของจีน ขยายตัวเพียง 7.7% ต่ำกว่าที่คาดว่าจะขยายตัว 8% ตัวเลข GDP ของจีนสร้างความผิดหวังให้กับตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์พอสมควร ผมคาดการณ์ว่านักวิเคราะห์อาจจะต้องปรับลดการคาดการณ์ GDP ของจีน ในปี 2556 ลงจากปัจจุบันที่ระดับ 8.2%
ส่วนตัวผมไม่ประหลาดใจกับตัวเลข GDP ของจีนที่ต่ำกว่า 8% เพราะเชื่อว่าผู้นำจีนใหม่ต้องการเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจที่เน้นคุณภาพมากขึ้น โดยสังเกตได้จากเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจจีนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 (2554-2558) ที่ตั้งไว้ที่ 7% ลดลงจากแผนพัฒนาฉบับที่ 11 (2549-2553) ที่ 7.5% ผมคิดว่าอัตราการเติบโตที่ระดับ 7% กับประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่แบบจีนก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่สำหรับตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ตัวเลขดังกล่าวอาจจะต่ำกว่าที่ต้องการ
ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องต่อเนื่อง คือ IMF ได้ออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุดออกมา โดยได้ปรับลดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2556 จาก 3.5% เหลือ 3.3% โดยคงตัวเลขคาดการณ์ GDP ของปี 2557 ไว้ที่ระดับ 4% โดยประเทศที่ถูกปรับลดตัวเลข GDP ได้แก่ สหรัฐ ฝรั่งเศส อิตาลี จีน อินเดีย (ไม่น่าแปลกใจ) ส่วนประเทศที่ถูกปรับตัวเลข GDP ขึ้น ได้แก่ ญี่ปุ่น จาก 1.2% เป็น 1.6% รวมถึงประเทศในแถบอาเซียน ทั้งนี้ โดยคาดการณ์ตัวเลข GDP ของไทยไว้ที่ 5.9%
โดยภาพรวมของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ทำให้ผมประเมินว่าตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2556 น่าจะออกมาไม่บวกมากนัก ทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นโลกในไตรมาส 2/2556 จะยังคงถูกผลักดันจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่อไป (BOJ จะเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น) ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นโลกก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย ทั้งนี้ คงต้องติดตามการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสแรก/2556 ที่กำลังทยอยประกาศออกมาในช่วงนี้ว่าจะดีพอที่จะสนับสนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อหรือไม่
ในด้านกลุ่มอุตสาหกรรม ราคาน้ำมันดิบ และปิโตรเคมี มีโอกาสที่จะอ่อนตัวได้ในช่วงไตรมาส 2/2556 เพื่อปรับสมดุลหลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นในไตรมาสแรก/2556 ดังนั้น นักลงทุนจึงควรระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ในทางกลับกันหุ้นประเภท Domestic Play ก็จะยังคงเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจต่อไป เช่น ค้าปลีก โรงพยาบาล สื่อสาร และโรงไฟฟ้า
การลดลงของราคาทองคำ ประเด็นนี้ถือว่าร้อนแรงที่สุดในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าราคาทองคำในตลาดโลกลดลงจากระดับสูงสุดในวันที่ 12 เม.ย. ที่ 1,560 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ลดลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 1,321 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในวันที่ 16 |เม.ย. หรือลดลง 15.3% ภายใน 5 วัน คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดทองคำ???
หากติดตามข่าวตามสื่อต่างประเทศจะพบว่า ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับประเด็นข่าวการที่ธนาคารกลางไซปรัสเตรียมจะขายทองคำประมาณ 10 ล้านตัน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับประเทศ ซึ่งก็ทำให้เกิดความกังวลว่าธนาคารกลางอื่นในยุโรปจะทำตาม ทั้งที่จริงๆ แล้วยังไม่มีการยืนยันว่าธนาคารกลางไซปรัสได้ขายทองคำออกไปหรือยัง และหากจะพูดถึงการขายทองคำของธนาคารกลางนั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตที่ผ่านมา IMF ซึ่งเป็นองค์กรที่ถือทองคำมากถึง 2,800 ตัน ก็เคยประกาศที่จะขายทองคำมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินเช่นกัน แต่เป็นการขายตรงให้กับธนาคารกลาง จึงไม่กระทบต่อภาพรวมของราคาทองคำในตลาดโลกมากนัก
ดังนั้น ผมเชื่อว่าการลดลงของราคาทองคำในรอบนี้เกิดขึ้นจาก Sentiment การลงทุนที่เปลี่ยนไปเป็นหลัก เพราะสังเกตได้ว่าราคาทองคำไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปเหนือระดับ 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ได้เลยตั้งแต่ปลายปี 2554 โดยในปี 2556 ราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงชัดเจน หลังจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น เงินเฟ้อทรงตัว เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ราคาน้ำมันดิบทรงตัว และที่สำคัญที่สุด คือ ตลาดหุ้นปรับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น ทำให้ทองคำลดความน่าสนใจลงไปสำหรับนักลงทุน
สำหรับประเด็นของการลดลงของราคาทองคำอาจมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นได้ในสัปดาห์นี้ เพราะเชื่อว่าจะมีนักลงทุนบางส่วนที่ลงทุนทั้งหุ้นและ Gold Futures ทำให้มีความเป็นไปได้ว่านักลงทุนอาจจำเป็นต้องขายหุ้น เพื่อชดเชยผลการขาดทุนจาก Gold Futures ดังนั้น การที่ SET Index วานนี้ลดลงเพียง 0.37% ในการซื้อขายวันแรก ผมถือว่ายังคงไม่น่าไว้วางใจจนกว่าจะผ่านสัปดาห์นี้ โดยสรุปแล้วผมประเมินว่า ตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ยังเปราะบางทำให้มีโอกาสผันผวนต่อไป การคาดการณ์ก่อนหน้าที่ว่าตลาดหุ้นหลังสงกรานต์น่าจะดูดีขึ้นคงต้องเปลี่ยนไป
ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในช่วงนี้ โดยควรซื้อหุ้นเมื่อราคาอ่อนตัวมากๆ เท่านั้น การเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นนับตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.จนถึงปัจจุบัน เกิดขึ้นจากหุ้นเพียงบางกลุ่มบางตัวเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น หุ้น ADVANC มีราคาเพิ่มขึ้น 14% ภายใน 4 วัน เช่นเดียวกับ INTUCH เพิ่มขึ้น 10% ในช่วง 4 วัน โดยหุ้น ADVANC มีมูลค่าตลาด 7.7 แสนล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจาก PTT หุ้น INTUCH มีมูลค่าตลาด 2.5 แสนล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของตลาด เป็นต้น ทั้งนี้ ผมยังคงยืนยันความเห็นเดิมว่า ระดับดัชนี ที่น่าซื้อหุ้นคือ บริเวณ 1,450 จุดครับ จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่เข้ามาทำให้ผมต้องเปลี่ยนการคาดการณ์
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ...ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง







