
ลูกไก่ในกำมือ
กลับมากลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง สำหรับการออกพระราชบัญญัติเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
กลับมากลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง สำหรับการออกพระราชบัญญัติเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท
ไม่เพียงแต่ฝ่ายค้านกำลังเตรียมข้อมูลอย่างขมีขมันเท่านั้น แต่รัฐบาลเองก็ต้องจัดทัพสู้เช่นกัน รวมไปถึงกระแสข่าวการเดินทางไปต่างแดนของรัฐมนตรีหลายคน เพื่อติวเข้มกับคนไกลบ้าน
และประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ดังกล่าว ที่จะต้องถกเถียงกันก็คือความเหมาะสม
ไม่มีใครปฏิเสธว่า การลงทุนเป็นสิ่งจำเป็น
แต่จะลงทุนอย่างไรและลงทุนเพื่ออะไร น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
การออกเป็น พ.ร.บ.เงินกู้ มันไม่ต่างจากการตีเช็คเปล่าให้กับรัฐบาล ถ้าผ่าน พ.ร.บ.ออกเป็นกฎหมายไปแล้ว การลงทุนในสารพัดโครงการจะเป็นอำนาจของรัฐบาลดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบใดๆ อีกเลย
หากรัฐบาลต้องการความโปร่งใสจริง ก็สามารถตั้งเป็นงบประมาณขาดดุลตามปกติได้ เนื่องจากโครงการต่างๆ ไม่ใช่ลงทุนทำทีเดียวพร้อมๆ กันหมด
ในแต่ละปีเมื่อตั้งงบประมาณขาดดุลและลงทุนได้ถูกต้อง เศรษฐกิจขยายตัว เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว ก็สามารถกู้เงินเพิ่มได้อีกเรื่อยๆ
ทั้งหมดรัฐบาลกลับไม่ทำ กลับไปออกเป็น พ.ร.บ.เงินกู้ฉบับเดียวแทน
เหตุผลไม่เพียงแต่ว่า การจัดทำงบประมาณปกติจะต้องถูกตรวจสอบทุกปีเท่านั้น
แต่การออกเป็น พ.ร.บ.เงินกู้ฉบับเดียว มันไม่ต่างจากการกินรวบ รวบอำนาจทางการเงิน ทางการเมืองเอามาไว้ในมือ
โครงการเหล่านี้จะเป็นแหล่งระดมทุนมหาศาลทางการเมือง สร้างอำนาจที่ยิ่งใหญ่อย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน
และแน่นอน สุดท้ายมันก็ไม่ต่างจากการปูพื้นฐานแห่งการครองอำนาจทางการเมืองไปอีกนานแสนนาน
นี่แหละ คืออภิมหาแผนเงินกู้ที่เหนือเมฆ เหนือชั้น
อนาคตประเทศไทยไม่ต่างจากลูกไก่ในกำมือแม้แต่น้อย







