posttoday
เส้นทาง...อาหารออร์แกนิกแช่แข็งกำไรหมื่นล้าน

เส้นทาง...อาหารออร์แกนิกแช่แข็งกำไรหมื่นล้าน

20 มีนาคม 2556

จุดเริ่มต้นของธุรกิจบางครั้งก็เกิดเพื่อมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายในท้องตลาด ซึ่งธุรกิจ “เอมี่ คิทเช่น”

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

จุดเริ่มต้นของธุรกิจบางครั้งก็เกิดเพื่อมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายในท้องตลาด ซึ่งธุรกิจ “เอมี่ คิทเช่น” ก็ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างของตลาดได้เป็นอย่างดี

แอนดี้ และ ราเชล เบอร์ลินเนอร์ คู่สามีภรรยาชาวอเมริกันตัดสินใจเริ่มกินมังสวิรัติเพื่อสุขภาพ หลังจากที่ราเชลเริ่มตั้งครรภ์ จนกระทั่งในวันหนึ่งของปี 2530 ราเชลท้องแก่มากและเหนื่อยกับการทำอาหาร ทำให้แอนดี้ต้องออกไปซื้ออาหารแช่แข็งเพื่อสุขภาพมารับประทานแทน ซึ่งแอนดี้บอกว่ารสชาติเหมือนกระดาษแข็ง

ก่อนหน้านี้ แอนดี้เคยประกอบธุรกิจชาออร์แกนิก และขายไปเมื่อปี 2524 ทำให้แอนดี้เห็นว่าตลาดของอาหารออร์แกนิกมีศักยภาพเติบโตดี และในช่วงปี 2530 นั้น อาหารมังสวิรัติแช่แข็งมีขายน้อยมากในตลาด ทั้งคู่จึงเล็งเห็นว่าตลาดอาหารออร์แกนิกจะเติบโตได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี และยังคิดว่ามีคนที่ต้องการกินอาหารที่สะดวกสบาย แต่ก็ยังต้องการรสชาติที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

ด้วยความคิดที่เกิดขึ้น ทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจทำธุรกิจอาหารแช่แข็งเพื่อขาย โดยเน้นเรื่อง “รสชาติ” และ “สุขภาพ” เป็นหลัก

ในขณะนั้นพายสอดไส้กำลังเป็นที่นิยมในอาหารแช่แข็ง ทำให้ทั้งคู่เริ่มทำพายสอดไส้ด้วยตัวเอง ซึ่งเอลินอร์แม่ของราเชลเป็นคนคิดสูตร เนื่องจากโดยพื้นฐานของครอบครัวราเชล เป็นครอบครัวที่บริโภคอาหารออร์แกนิกมากว่า 50 ปีแล้ว โดยเอลินอร์ทำพายสอดไส้ผักและเต้าหู้ โดยทดลองสูตรกว่า 100 ชิ้น จนกระทั่งได้รสชาติที่อร่อยและสามารถวางขายได้จริง

ทั้งคู่เริ่มลงทุนด้วยเงิน 4 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านบาท) จากการขายทรัพย์สินส่วนตัวและการกู้เงินจากธนาคาร

การวางขายครั้งแรกเริ่มขึ้นในเดือน มี.ค. ในปี 2531 ที่งานอาหารเพื่อสุขภาพซานฟรานซิสโก ภายใต้แบรนด์ “เอมี่ คิทเช่น” ซึ่งชื่อเอมี่เป็นชื่อของลูกสาวของทั้งคู่ โดยมีร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพเข้ามาสั่งซื้อสินค้ามากมาย จนธุรกิจไม่สามารถทำตามยอดสั่งซื้อได้ทัน ทำให้ทั้งสองต้องไปพึ่งร้านเบเกอรีเพื่อช่วยเรื่องการผลิต ทว่าร้านเบเกอรีก็ไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการเช่นกัน

สุดท้ายทั้งสองจึงต้องลงมือผลิตทุกอย่าง ด้วยเครื่องอบ 5 เครื่อง สามารถผลิตพายได้วันละราว 200-300 ชิ้นต่อวัน แต่ทั้งคู่ยังมีปัญหาในขั้นตอนการสอดไส้พาย แอนดี้และราเชลจึงปรึกษากับฝ่ายวิศวกรรมจากบริษัท สวานซัน ซึ่งเป็นบริษัทขายสินค้าเพื่อสุขภาพเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สวานซันได้ให้ความช่วยเหลือในเรื่องการวางระบบผลิตใหม่ แต่ทว่า เอมี่ คิทเช่น ไม่มีต้นทุนเงินพอสำหรับค่าใช้จ่ายในระบบดังกล่าว การจ้างลูกจ้างเพิ่ม 2 คน และการซื้อเครื่องทำพายที่ใช้แล้วมา 1 เครื่องจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับบริษัท ส่งผลให้ยอดการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2,400 ชิ้นต่อวันทันที

เอมี่ คิทเช่น วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปอยู่หลายปี จนกระทั่งร้าน โครเจอร์ ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่มีสาขามากมายทั่วสหรัฐ เริ่มนำสินค้าของเอมี่ คิทเช่น ไปวางขายในช่วงปี 2540 ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมาก

นอกจากนี้ ร้านขายของชำรายเล็กก็สั่งสินค้าไปขาย ทำให้ในปี 2541 ยอดขายพุ่งขึ้นถึง 73% ด้วยยอดขาย 32 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 960 ล้านบาท)

ต่อมาทั้งคู่มีเป้าหมายจะทำให้ตัวเลขขึ้นแตะพันล้านเหรียญ จึงเริ่มคิดค้น และนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ เอมี่ คิทเช่น มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 140 ชนิด ทั้งพิซซ่า แซนด์วิช ขนม อาหารชุด และอื่นๆ อีกมากมาย

จนถึงขณะนี้ เอมี่ คิทเช่น มียอดขายรวม 370 ล้านเหรียญ (ราว 1.11 หมื่นล้านบาท) ด้วยจำนวนลูกจ้าง 1,900 คน โดยแอนดี้และราเชลวางแผนให้ “เอมี่” ซึ่งเป็นลูกสาวสานต่อธุรกิจนี้ต่อไป เพื่อให้รักษาคุณภาพและคุณค่าของธุรกิจเอาไว้

ในอนาคต เอมี่ คิทเช่น ยังจะมีแผนที่จะเปิดร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดและไดร์ฟทรูใน โรห์เนิร์ทพาร์ค แคลิฟอร์เนีย ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปีหน้าอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท