
หวังดีต่อกัน
สวัสดีปีใหม่ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านก้าวผ่านกาลเวลาด้วยสุขภาพที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ปราศจากโรคภัย ประสบแต่สิ่งดีงามตลอดปี 2556
สวัสดีปีใหม่ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านก้าวผ่านกาลเวลาด้วยสุขภาพที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ปราศจากโรคภัย ประสบแต่สิ่งดีงามตลอดปี 2556
ครับ เพื่อเป็นมงคลชีวิต ผมขอน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานพรปีใหม่แก่คนไทยทุกคน มาไว้ยังที่นี่เพื่อความเป็นสิริมงคล
พระราชดำรัสของพระองค์ ทรงให้ไว้ดังนี้ครับ
“ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ ในสิ่งที่ปรารถนา.
ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่พรั่งพร้อมกันมาให้กำลังใจแก่ข้าพเจ้าในคราววันเกิด ด้วยความหวังดีจากใจจริง น้ำใจไมตรีที่ทุกคนทุกฝ่ายแสดงออกในวันนั้น ยังประทับอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าไม่รู้ลืม”
“ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นคนไทยเราได้ตั้งจิตตั้งใจ ให้มั่นอยู่ในความเมตตาและหวังดีต่อกัน ดูแลเอาใจใส่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้กำลังใจแก่กันและกัน ผูกพันกันไว้ฉันญาติและฉันมิตร ทุกคนทุกฝ่ายจะได้ร่วมมือ ร่วมความคิดอ่านกัน สร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคง ให้แก่ตน และชาติได้ ดังที่ตั้งใจปรารถนา ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรคภัยให้มีความสุขกายสุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน”
ครับ...ทรงขอคนไทยมีเมตตา หวังดีต่อกัน และดูแลเอาใจใส่กันเหมือนญาติมิตร
ประเทศไทยเราสามารถก้าวผ่านความขัดแย้ง พลิกโฉมประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤตอันลำเข็ญไปได้อย่างแน่นอน เพียงคนไทยทุกหมู่เหล่าน้อมนำพระราชดำรัสไปปฏิบัติ
อืมมม เริ่มต้นปีใหม่ทั้งที มีเรื่องมากมายอยากพูดถึง แต่ก็อะนะ ผมว่าเราอย่าเพิ่งเริ่มด้วยเรื่องเครียดๆ เพราะยังเหลือเวลาให้เครียดได้อีกทั้งปี...
ปีใหม่ไปเที่ยวไหนกันมาบ้างครับ ผมหยุดพักผ่อนไป 1 สัปดาห์ ยังใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร เหมือน 4-5 ปีก่อนหน้านี้ ด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า กรุงเทพฯ น่าอยู่ที่สุดมีเพียง 2 ช่วงใน 1 ปี คือ ช่วงเทศกาลปีใหม่ กับเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจาก 2 ช่วงนี้ กรุงเทพฯ ดูโอ่โถง เดินทางสะดวก เนื่องจากคนหนีความแออัดไปท่องเที่ยวยังต่างจังหวัด หรือกลับภูมิลำเนากันอย่างมากมาย
แต่ปีนี้ผมรู้สึกคนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยเดินทางออกต่างจังหวัดกันเท่าไหร่ ดูได้จากตามห้างสรรพสินค้า ถนนหนทางยังมีรถราวิ่งกันขวักไขว่แม้บางตาไปบ้าง
และปีนี้สิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ คือ ร้านอาหารค่อนข้างแน่นขนัด เพราะหลายร้านปิดพักผ่อน ทำให้ร้านอาหารเหลือน้อย
ร้านหัวปลาหม้อไฟช่องนนทรี ริมถนนรามอินทรา ร้านเจ้าประจำของผมซึ่งร้านนี้กว้างขวางจอดรถสบาย ปรากฏว่าคนแน่นขนัด ต้องเพิ่มโต๊ะ แถมของชอบของผมดันหมดตั้งแต่ 4-5 โมงเย็น...เซ็งชะมัด
เฮ้อ! รึว่ากรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่ตลอดทั้งปีหว่า? คงต้องรอดูช่วงเทศกาลสงกรานต์อีกที วันนี้ลาล่ะครับ พรุ่งนี้ค่อยขยับ จับทวนถึงใครดีน้อ!







