
พันธุ์พิสดารกับขรก.น้ำดี
ท่ามกลางสังคมอันบิดเบื้ยวที่ผู้มีอำนาจเหยียบย่ำจริยธรรมคุณธรรมก็ยังมีความพยายามอีกมุมที่กำลังจรรโลงสังคมด้วยความดี
โดย...อสนีบาต
ต้นเดือนตุลาคม 2555 เริ่มต้นปีงบประมาณใหม่และเป็นการเริ่มต้นของข้าราชการที่ได้รับการโยกย้ายแต่งตั้งทดแทนข้าราชการวัยเกษียณ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่อธิบดี ปลัดกระทรวง ถูกจับจ้องเป็นพิเศษ บ้างถูกเลื่อนขั้นขึ้นมาตามระบบในฐานะลูกหม้ออาวุโส บ้างมีประสบการณ์ความสามารถประจักษ์ชัดเป็นที่ยอมรับ
แต่บางกระทรวง สุดแสนตะลึงพึงเพริด เมื่อนายใหม่ข้ามกระทรวงมานั่งบริหารชนิดที่งุนงงมาได้ไง อย่างบางรายเคยเป็นใหญ่มีหน้าที่กวาดล้างอาชญากรรม กระโดดไปนั่งดูแลเมกกะโปรเจคระบบสาธารณูปโภค บางรายเก่งเกิ้นจับโกงทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งที่เข้าตาประชาชน แต่ไม่เข้าตาผู้มีอำนาจบางคน เลยถูกจับไปดองไว้ในห้องเย็นกระทรวงซะงั้น
เคยมีความพยายามจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ออกแบบหลักเกณฑ์ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ จะต้องผ่านกระบวนการคณะกรรมการคัดกรอง แสดงวิสัยทัศน์ พิจารณาจากประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ แต่ไม่ทราบว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวยังขลังเอามาใช้ได้มากน้อยขนาดไหน เพราะสุดท้ายก็หนีไม่พ้นยึดตาม "หลักกู" คือหลักของฝ่ายนักการเมืองเป็นสำคัญ
ทั้งรัฐมนตรีไปจนถึงผู้มีอำนาจเหนือกว่ารัฐมนตรี สามารถจิ้มคนนั้นคนนี้มานั่งปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าฯได้ตามความต้องการ ไม่เคยพบเคยเห็นก็ได้เห็นในยุคพ.ศ.นี้ มีบรรดาว่าที่ปลัดฯ อธิบดี แม้แต่ระดับผู้บังคับบัญชาเทียบเท่าระดับ 11 “จัดทัวร์โยกย้าย” ให้นายใหญ่ดูตัว เพ่งพิจารณาจากหัวจรดเท้า มีสกุลรุนชาติรู้จักเครือญาตินักการเมืองมากน้อยขนาดไหน กระเป๋าตุงพร้อมภักดีสนองความต้องการนายใหญ่ นี่คือเงื่อนไขสำคัญถึงสำคัญที่สุดที่จะได้รับการพิจารณาเป็นใหญ่เป็นโต
ส่วนหลักเกณฑ์ ประเภทเรียนดีมีการศึกษาสูง รักศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการ ไม่ก้มหัวให้ผู้มีบารมี ตรงนี้ถือว่าเป็นหลักเกณฑ์รอง ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ไม่เคยมีในระบบราชการไทย
ความหมายข้าราชการคือข้าของแผ่นดิน แต่วันเวลาผ่านไปความหมายของข้าราชการแปรเปลี่ยนรับใช้นักการเมือง ใครอยากเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ ต้องวิ่งเข้าบ้านรัฐมนตรี บางรายไม่ได้ใช้ความสามารถไต่เต้าแต่หนักไปทางเต้าไต่ข้าราชการประเภทนี้เป็นที่รับรู้แต่ละหน่วยงาน
มิพักต้องกล่าวถึงความเลวร้ายกว่านั้น ทั้งซื้อขายตำแหน่ง อยากได้ดีเอ็งจ่ายข้ามา จึงได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากกระทรวงใหญ่มีนโยบายสร้างกระบวนความเป็นธรรม วิ่งวุ่นฝุ่นตลบ ซื้อขายกันเพลิดเพลินถือว่าเป็นเรื่องปกติอีกเช่นเคย ข้าราชการบางคนที่มาด้วยความสามารถเมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ ทั้งที่ควรได้รับการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่สู้รบปรบมือไม่ไหว ก็ต้องอำลาด้วยการขอเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด บ้างสุดทนขอย้ายตัวเองไปอยู่หน่วยงานอื่นแทน
หน่วยงานในกระทรวงเดียวกันมีการเลื่อนขั้นโยกย้ายด้วยการอ้างเหตุตลกสิ้นดี ผ่านเกณฑ์พิจารณาเพราะเป็นผู้”เสียสละ” เนื่องจากเคยเปิดทางให้ผู้อื่นขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่ไปก่อนหน้านี้ เมื่อถึงปีนี้จึงสมควรได้รับการพิจารณาขึ้นสู่ตำแหน่งบ้าง “โอ้ว”
สภาพการณ์บริหารประเทศในลักษณะโอบเอื้ออุปถัมภ์ การเมืองเลือกข้าราชการประจำ ส่วนข้าราชก็กุมเป้าหมดศักดิ์ศรีพินอบพิเทานายการเมือง จึงเป็นความอุบาทว์ที่กำลังจะทำให้เป็นเรื่องปกติ
หัวอกคนทำงานข้าราชการพันธุ์แท้ ต่างผ่านร้อนผ่านหนาวเผชิญสารพันปัญหา แต่เพราะความทุ่มเทตั้งใจทำงานเพื่อแผ่นดินย่อมทำให้ข้าราชการรุ่นต่อไปจดจำแบบอย่างที่ดี แต่ประเภทพันธ์อุบาทว์ เมื่อถึงวันอำลาตำแหน่งก็เหมือนพิธีอโหสิจากไปด้วยดีเถอะท่าน ใครทำอะไรไว้ สร้างชื่อเสียงฉาวโฉ่หากินกับภาษีประชาชน ก็อย่าได้เอาเป็นแบบอย่าง
ท่ามกลางสังคมที่บิดเบื้ยว ผู้มีอำนาจการเมืองเหยียบย่ำจริยธรรมคุณธรรมเป็นเพียงแค่กระดาษชำระ ก็ยังมีความพยายามอีกมุมของประเทศกำลังสร้างสรรค์จรรโลงสังคมเข้มแข็งด้วยความดี อย่างกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ดำเนินโครงการคัดเลือกข้าราชไทยใจสีขาว คัดกรองจนเหลือ 22 คน ก่อนมีพิธีรับมอบรางวัลจากสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในวันที่ 6 พ.ย. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ
พลิกอ่านปูมประวัติแต่ละคนมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกที่มีคนดีอยู่ในสังคมไทย หยิบยกตัวอย่าง ท่านหนึ่งต่อสู้เรียกร้องไม่ให้นายทุนบุกรุกพื้นที่ป่า แต่ถูกหมายหัวจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลตั้งค่าหัวหลักล้าน ขึ้นภาพข่มขู่ห้ามขึ้นเรือข้ามเกาะจะไม่ปลอดภัย
ยังพบชื่อคุณครูที่ขึ้นไปพัฒนาโรงเรียนบนที่สูงอ.อุ้มผาง จ.ตาก ติดชายแดนพม่า หรือครูท่านหนึ่ง ขับรถขึ้นไปรับส่งนักเรียนจากเขาสูงลงมาเรียนไม่คิดค่าใช้จ่าย ครูท่านหนึ่งสร้างแพเป็นโรงเรียน ทั้งหมดก็หวังให้เด็กด้อยโอกาสได้รับการศึกษา
ปรากฎชื่อ พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ ผู้บังคับการกองอำนวยการตำรวจภูธรภาค 9 นายตำรวจกระดูกเหล็กไม่ยอมขอย้ายออกจากพื้นที่ จากข่าวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เหยียบกับระเบิดในพื้นที่นราธิวาส ขาซ้ายขาด ขาขวากระดูกขาหวาหัก มือซ้ายแตกละเอียด และตาซ้ายได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ใครต่อใครนึกว่าไม่รอด แต่เพราะประชาชนในพื้นที่แท้ๆ ที่มีความรักผูกพัน เดินทางมาเกินร้อยร่วมร่วมบริจาคโลหิต คืนชีวิตให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ให้พี่น้องชายแดนภาคใต้
คำพูดสุดกินใจของนายตำรวจเหล็กรายนี้ "ในร่างกายไม่มีเลือดของผม แต่เป็นเลือดบริจาคของพี่น้องประชาชนให้ผมได้กลับมาทำงาน ผมไม่ทรยศประชาชน"
นายตำรวจเหล็กและข้าราชการอีก 21 คน ถือเป็นตัวแทนของข้าราชการที่กระตุ้นให้ข้าราชการได้ทุ่มเทเสียสละ เพื่อพี่น้องประชาชน ยังมีข้าราชการแบบนี้ซ่อนตัวอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ประพฤติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริตทำงานเพื่อแผ่นดินอย่างแท้จริง ไม่มีการโอ้อวดโฆษณา เหมือนข้าราชการบางคน สั่งลูกน้องจับคดีนั้นคดีนี้ได้ ต้องขอมีเอี่ยวยืนแถลงผลงานผ่านสื่อ แตกต่างกับข้าราชการไทยใจสีขาวเหล่านี้ทำดีประชาชนเห็นจริง ไม่ต้องรอให้วันนี้เพราะพี่ให้
พวกเขาคือคนดี ที่มีแต่ประชาชนพร้อมให้การสนับสนุน จึงไม่อายที่จะกราบหัวใจงามข้าราชการน้ำดีแบบนี้







