
ไม่ฮาอย่างยิ่ง
โดย...สันทัด กรณี
โดย...สันทัด กรณี
เผลอแป๊บเดียว อีก 3 เดือนจะสิ้นปี 2555 เริ่มศักราชใหม่ 2556 ปีซึ่งคนจำนวนมากวิตกว่าจะเป็นการเริ่มต้นแห่งความหายนะของธุรกิจหลายประเภท
ลืมกันหรือยังครับ 1 ม.ค. 2556 คือวันที่รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศปรับขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาทเท่ากันทั้งประเทศ หลังจากที่นำร่องไปแล้ว 7 จังหวัด ซึ่งเห็นผลไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
การขึ้นค่าแรงอย่างก้าวกระโดด โดยไม่คำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจที่เป็นจริงนั้น ผมเคยนำมาชวนคุยหลายครั้ง แต่ก็นานมาแล้ว นานจนวันนี้ต้องนำมาคุยกันใหม่
คุยทั้งที่รู้ว่าคุณยิ่งลักษณ์ เลยจุดนั้นมาแล้ว (ฮา) แบบว่ายังไงเจ๊ก็ไม่เปลี่ยนใจ ยังไงต้องเอาให้ได้ เนื่องจากไม่มีอะไรที่คุ้มค่าเท่านโยบายนี้
ค้ากำไรโดยไม่ต้องลงทุน...คิดได้ไง...ควักกระเป๋าเอกชนไปซื้อเสียง เล่นกะกวาดคะแนนเป็นตั้ง สตางค์อยู่ครบ ใครล่มใครล้ม เจ๊มะเกี่ยว
ครับ...ช่วงนี้ภาคธุรกิจมีการเคลื่อนไหวด้วยการนำเสนอผลวิจัย ความคิดความเห็น ข้อมูลต่างๆ รวมทั้งอ้อนวอนให้คุณยิ่งลักษณ์ ตระหนักถึงอันตรายของการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันเท่ากันทั้งประเทศ
เป็นการดิ้นรนที่รู้ว่าเหนื่อยเปล่าแต่ต้องทำ
มีผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อยากนำมาฝากกัน ที่น่าสนใจเพราะเป็นการสำรวจประชาชนใน 70 จังหวัด ซึ่งกำลังจะมีการปรับค่าแรงในปีหน้า
ดูกันครับ...มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สำรวจได้ความว่า ภายใน 18 เดือน หลังจากที่มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศวันละ 300 บาท อาจมีแรงงานที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกงาน หรือเสี่ยงต่อการไม่มีงานทำ 1.2 ล้านคน เช่น กลุ่มที่กำลังทำงานอยู่แต่มีศักยภาพน้อย กลุ่มที่กำลังจะหางาน กลุ่มที่รอสัมภาษณ์งาน เป็นต้น
ทั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่าหากค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจนเกินกว่า 40% ของค่าแรงเฉลี่ย จะเกิดปัญหาเลิกจ้างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการเลิกจ้างแรงงานที่เป็นเยาวชนและแรงงานของธุรกิจเอสเอ็มอี โดยค่าเฉลี่ยการขึ้นค่าแรงในปีหน้า ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยเกิน 40% เกือบทุกจังหวัด และมากที่สุดก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 80% ซึ่งเป็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่อันตรายมาก
“ประสบการณ์จากในกลุ่มละตินอเมริกา อเมริกา อังกฤษ และยุโรป แสดงให้เห็นว่าหลังจากที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดแล้วจะมีปัญหาการเลิกจ้างงาน การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ การชะลอการจ้างงานเพิ่ม และโอกาสได้งานทำของเยาวชนก็น้อยลง ดังนั้นปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานที่ต้องการทำงานแต่หางานทำไม่ได้ หากคุณภาพชีวิตต่ำลงในอนาคตก็จะเป็นภาระทางการคลังของรัฐ”
นอกจากนี้ ข้อเสนอของธนาคารโลกและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ระบุว่า สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำควรพิจารณาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและความพร้อมของพื้นที่ รวมถึงระดับค่าแรงเฉลี่ยในพื้นที่
ครับ นำมาให้อ่านกันยาวๆ ขอเรียนว่าผลสำรวจของสำนักไหนๆ ต่างก็ออกมาในทิศทางเดียวกัน
ฝากให้คุณยิ่งลักษณ์ คิดนิ่งๆ สักพัก คิดนะคิดหน่อยว่า ถ้านายจ้างรู้ตัวว่าธุรกิจไปไม่รอด ใครจะเด๊ดสะมอเร่ก่อนกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง...
เฮ้อ! ถามไปยังงั้นแหละ คงไม่มีทางได้คำตอบจากเจ๊ปู รึไม่ถ้าได้คงแบบว่าได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหาคำตอบแล้วคร้าาาา...ไม่ฮาอย่างยิ่ง







