ปากประตูไอซียู

วันที่ 26 ก.ย. 2555 เวลา 08:07 น.
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

ความอ่อนระโหยโรยแรงปรากฏขึ้นชัดเจนในระบบเศรษฐกิจไทย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากสุดก็คือการส่งออก ที่กำลังตกอยู่ในภาวะลำบาก โดยกระทรวงพาณิชย์เพิ่งแถลงตัวเลขการส่งออกในเดือน ส.ค. หดตัวลงถึง 6.95%

และหากนับช่วง 8 เดือนของปี (ม.ค.ส.ค.) การส่งออกลดลงเฉลี่ย 1.31% โดยมีมูลค่ารวม 1.51 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 1.64 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งหมดทำให้ขาดดุลการค้ากว่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ภาวะขาดดุลการค้า เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการค้าขายแสวงหาเงินตราของประเทศลดต่ำลง โดยเงินที่หามาได้ไม่เพียงพอกับการใช้จ่าย

นี่...เป็นการขาดดุลในประเภทแรก

ถัดมารัฐบาลในฐานะขาใหญ่ของประเทศก็เกิดปัญหาขาดดุลงบประมาณ โดยมีการใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ในรูปการจัดเก็บภาษี

11 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ต.ค. 2554ส.ค. 2555) รัฐบาลขาดดุลงบประมาณไปถึง 3.42 แสนล้านบาท

สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ คือ การกู้เงินมาชดเชยการขาดดุล

ภาวะการขาดดุลงบประมาณ จึงแสดงให้เห็นความสามารถในการแสวงหารายได้ของรัฐ ทำได้ต่ำกว่าการใช้จ่ายอีกเช่นกัน

หรืออาจเรียกว่า รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัวก็ไม่ผิดนัก

และการขาดดุลการค้า และการขาดดุลงบประมาณ พร้อมๆ กัน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาพขาดดุลคู่ หรือ Double Deficit

สิ่งที่น่าห่วงก็คือ การขาดดุลคู่อาจคงอยู่ต่อไปอีก

ในแง่ดุลการค้า ปัญหาความซบเซาของเศรษฐกิจโลก จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้า และอาจทำให้เกิดปัญหาขาดดุลการค้าเรื้อรัง ขณะที่รัฐบาลอยู่ในช่วงการกู้เงิน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาการขาดดุลงบประมาณอีกหลายปี

แล้วอะไรจะเกิดขึ้นอีก...?

ลองไปหาคำตอบจากวิกฤตในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน ฯลฯ ต่างมีปัญหาเรื้อรังคล้ายๆ กัน คือ การขาดดุลคู่ ทั้งการขาดดุลการค้า และการขาดดุลการคลัง

ประเทศยุโรปเหล่านี้ยังจมลึกในนโยบายประชานิยม จนทำให้เงินงบประมาณหมดเปลืองไปกับสิ่งที่ไร้สาระ ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพการผลิต หรือยกระดับความสามารถในการแข่งขัน

ดูเหมือนว่า บ้านเมืองของเรากำลังเลียนแบบ เดินเข้าสู่เส้นทางแห่งห้วงเหว รัฐบาลยังไม่รามือจากนโยบายประชานิยม แม้ว่าเงินขาดมือ ประเทศมีปัญหาขาดดุลการค้า อีกไม่นานเห็นทีได้เข้าไอซียู

และเมื่อนั้นคงทำอะไรไม่ได้มากนัก

นอกจากนึกถึงพ่อแก้ว แม่แก้วกันไว้ให้ดีๆ