หัวโตแน่ๆ

วันที่ 24 ก.ย. 2555 เวลา 07:15 น.
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

สัญญาณที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือตัวเลขการจัดเก็บภาษีในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลมีรายได้ 3 แสนล้านบาท พลาดเป้าหมายที่วางไว้

ผลที่ตามมาก็คือ ใน 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 (ต.ค. 2544-ส.ค. 2555) รัฐบาลจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า 1.98 หมื่นล้านบาท

ทั้งหมดถือเป็นกลิ่นไม่ดีที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอย่างยิ่ง

เพราะ 10 เดือนแรก รัฐบาลยังเก็บภาษีได้เกินเป้า แต่อยู่ดีๆ ในเดือน ส.ค.ทุกอย่างก็พลิกผัน

ภาษีที่ลดต่ำลง มาจากการจัดเก็บรายได้ภาษีนิติบุคคลที่ลดต่ำลง หายไปถึง 5.68 หมื่นล้านบาท

การที่ภาษีนิติบุคคลเก็บได้น้อยลง แสดงให้เห็นว่ากำไรของบริษัทต่างๆ หดหาย ไม่มีปัญญาจ่ายภาษี

เมื่อกิจการต่างๆ กำไรลด ปัญหาที่จะตามมาในอีกไม่ช้าคือการจ้างงาน

สิ่งที่น่าแสวงหาข้อเท็จจริงก็คือ การที่กำไรของกิจการต่างๆ หดตัว มาจากปัจจัยใด ทั้งจากปัญหาน้ำท่วมที่ยังส่งผลไม่หยุด ปัญหาวิกฤตยุโรป จากการขึ้นค่าแรง 300 บาท หรือหลายๆ ปัจจัย

ยิ่งเฉพาะเมื่อนำตัวเลขการจดทะเบียนเลิกกิจการของกระทรวงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายหลังการขึ้นค่าแรงในเดือน เม.ย. ก็ทำให้น่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น

เพราะการมองปัญหาผิด หรือปิดบังปัญหา ก็จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ย่ำแย่ แก้ไขไม่ถูกทาง

ขณะเดียวกันการเก็บภาษีชนิดอื่นๆ อยู่ในสภาพน่าห่วง อาทิ กรมสรรพสามิต เก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 2.21 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากการขยายเวลาการลดภาษีน้ำมันดีเซล ตามมาตรการตรึงราคาน้ำมัน

ภาษีที่ยังเก็บเกินเป้า คงมีเฉพาะกรมศุลกากร จากการนำเข้าที่ขยายตัวของรถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ ซึ่งไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี เนื่องจากรถยนต์ไม่ใช่สินค้าที่ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

ที่สำคัญ รัฐบาลยังมีหนี้สินหรือรายจ่ายที่ยังไม่ได้นับ แฝงไว้กับโครงการต่างๆ อีกบานตะเกียง หากนับเข้ามาด้วย ไม่รู้ว่าจะมียอดขาดดุลอีกเท่าใด

ที่ใหญ่โตมโหฬารไม่พ้นโครงการรับจำนำข้าว ปัจจุบันมีสต๊อกข้าวสารกว่า 10 ล้านตัน และต้องเฉือนเนื้อขายแบบขาดทุนออกไปเรื่อยๆ หนีไม่พ้นเจ๊งสนิท

นอกจากนั้น ผลผลิตข้าวงวดใหม่ที่กำลังจะออกมา ต้องหาเงินกู้ยืมเพื่อเข้าสู่โครงการรับจำนำอีกราวๆ 4 แสนล้านบาท ยังไม่นับโครงการประชานิยมอื่นๆ ที่ยังไม่ปิดบัญชีอีกบานตะเกียง

นี่แหละ ถ้ายังปล่อยแบบนี้กันอยู่ ก็ให้ระวังเถอะ

ปีหน้าจะได้เวลาเผาจริง