
กระจกส่องดื้อ
หากไล่เลียงเสียงสะท้อน บางเรื่องมีคุณค่าน่ารับฟัง แต่สำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบันกับมองเป็นเรื่องการเมืองโค่นล้มอำนาจไปเสียทั้งหมด
โดย....อสนีบาต
กระจกมีไว้ส่องรูปโฉมความงดงามเจอะเจอความอัปลักษณ์ต้องหาทางลบริ้วรอย แต่ในสังคมคนการเมืองนอกจากไม่ส่องกระจกดูอีกด้านของตัวตน แม้แต่เสียงสะท้อนที่ส่งผ่านเพื่อหวังให้ปรับปรุงแก้ไข แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ยอมรับฟัง
นอกจากเมินเฉยข้อแนะนำ กลับมองผู้ที่แสดงความเห็นต่างไปในทางลบ บ้างตราหน้าพวกนี้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ บ้างซัดกลับพวกนี้ชอบเล่นการเมืองดิสเครดิต วิถีของพวกที่ไม่รู้จักมองกระจก สุดท้ายก็พาตนเองและเหล่าคณะเข้าสู่หนทางวิบัติมานักต่อนัก
หากไล่เลียงเสียงสะท้อน บางเรื่องมีคุณค่าน่ารับฟัง แต่สำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบันกับมองเป็นเรื่องการเมืองโค่นล้มอำนาจไปเสียทั้งหมด นโยบายรัฐบาลแต่ละเรื่อง ถ้าติดตามเสียงสะท้อนในสังคม ตั้งสติมองด้วยใจเป็นธรรม หาได้เกิดจากพรรคการเมือง หรือคนที่ถูกยัดเยียดให้เป็นพวกสลิ่ม หางเหลืองเท่านั้น แต่กลับมีกรูรู นักวิชาการ หรือแม้แต่ประชาชนคนธรรมดา ล้วนแต่ถ่ายทอดความปรารถนาดีมีไปถึงรัฐบาลให้รีบแก้ไข
คนในรัฐบาลไม่เคยคิดสงสัยกันบ้างหรือ เหตุใดนโยบายโครงการรับจำนำข้าว จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมส่งสัญญาณความเป็นห่วงออกมามากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เริ่มบริหารประเทศจนมาถึงบัดนี้ เสียงกระฉ่อนไปถึงต่างประเทศยังออกมาร่วมกระตุกเตือนนโยบายซื้อแพงขายถูก . รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณเข้าไปรับซื้อมากเท่าไหร่
ล่าสุดยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) เห็นชอบเปิดรับจำนำข้าวรอบใหม่ฤดูกาลผลิตปี 2555/ 2556 โดยจะเสนอขอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้กระทรวงการคลังกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) 4.05 แสนล้านบาท เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนรับจำนำข้าว คาดว่าจะมีปริมาณ 25.822 ล้านตัน จากทั้งหมด 33 ล้านตันข้าวเปลือก เรียกว่าทุ่มต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง การการรับซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาที่ตั้งไว้แพง
ขณะที่การส่งออกข้าวจะขายขาดทุนหรือไม่ เพราะเพื่อนบ้านที่ส่งออกข้าวกับตั้งราคาต่ำกว่าประเทศไทย เป็นปัญหาที่ผู้ส่งออกข้าวกำลังกังวลอยู่ในขณะนี้ แต่มองกลับไปที่ภาครัฐหาได้มีคำตอบชัดเจน โดยเฉพาะคนเป็นขุนคลัง ก็ยังคงยืนกรานนโยบายจำนำข้าวดีที่หนึ่ง มันอาจเป็นเรื่องดีที่หนึ่งของคนหาเสียงเอาคะแนนแต่มันจะเลวร้ายที่สุดในระดับตลาดส่งออกข้าว
ครั้นดูช่องโหว่จากนโยบายดังกล่าว เคยมีข้อเสนอแนะดีๆจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ในการติดตามตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นผลจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันให้ข้อมูลนั่นเอง แต่ปรากฎว่า ครม.ซึ่งประกอบด้วยนักการเมืองมานั่งสุมห้วพิจารณาก็มองแง่ร้ายว่า ปปช.ไม่ใช่พวกตน คิดแบบการเมืองซะอย่างนั้น
สุดท้ายเป็นอย่างที่เห็น เมื่อรัฐบาลตั้งทีมเฉพาะกิจ ใช้กำล้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกไล่ตรวจจับการทุจริตจำนำข้าวในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นก่ารดำเนินการมในช่วงระยะรัฐบาลทำงานใกล้ครบหนึ่งปีมานี้เอง ท่ามกลางคำถามทำไมถึงไม่ตื่นตัวต้องแต่เริ่มมีโครงการหรือเพราะเพิ่งมารู้สึก ทั้งที่มีเสียงเตือนจากทุกฝ่ายมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ย่อมสะท้อนให้เห็นดื้อจนได้เรื่อง
ดูจะไม่ต่างกับปมขัดแย้งภายในคณะกรรมการบริหารจัดการอุทกภัยชุดต่างๆ ที่ถูกตั้งขั้นโดยรัฐบาลชุดนี้ จากที่มีการเชิญนักวิชาการ ผู้มีประสบการณ์มากหน้าหลายตา แต่เมื่อได้ภาพลักษณ์ดูดีในระยะแรกแสดงถึงความร่วมไม้ร่วมมือกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละรายถอยห่าง
กรณีของปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทานก็ดี ที่เคยอยู่ร่วมงานในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการาทรัพยากรน้ำน้ำ(กยน.) ให้ความเห็นไว้อย่างน่าฟัง หลังได้ดูรายละเอียดโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ระบุว่า “ทีโออาร์เขาเขียนไว้ประสานี้หรือ “ เพราะทุกอย่างมันเหมือนวาดวิมานลอย ไม่ได้มีการกำหนดเป็นแผนแม่บทไว้อย่างชัดเจน
ยกตัวอย่าง กรณีการบรรจุเรื่องการสร้างเขื่อนแก่งเสื่อเต้น เขื่อนแม่วงศ์ไว้ในแผนทีโออาร์ เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกระบวนการแล้วหรือ อดีตอธิบดีกรมชลประทานเปรียบเทียบกับโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะเห็นว่าใช้เวลาศึกษาถึงผลกระทบต่างๆ อย่างครบถ้วนชี้แจงประชาชนถึงการดำเนินการ และการจ่ายค่าเยียวยาประชาชน
เพราะการสร้างเขื่อนต้องมีแผนการศึกษาเป็นเวลาหลายปี อีกทั้งมีบทบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 67 สิทธิประชาชนในการมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดังปรากฎตามบรรทัดข้างล่างนี
"การดำเนินโครงหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยกรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและปประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้ที่ส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดให้มีการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว"
แต่การดำเนินการของรัฐกลับเต็มไปด้วยข้อสงสัยมีการศึกษาผลกระทบหรือยัง ปรากฎว่ากลับบรรจุไว้ในทีโออาร์ 3.5 แสนล้านอย่างชัดเจน โดยที่ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ก็อ้างว่าศึกษาผลกระทบต่างๆเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็งุนงงเหมือนกันศึกษาตอนไหนที่ว่าเรียบร้อยแล้ว และถ้ายังให้เอกชนดำเนินการต่อไปเท่ากับขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ไม่มีคำตอบจากผู้ยุดกุม คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) แต่อย่างใด
ก็ควรตั้งคำถามเพราะเหตุใด แทนที่ฝ่ายกำกับนโยบายควรถกคิดทบทวนตนเองมีการผูกขาดอำนาจหรือสร้างวาระซ่อนเร้นอะไรบางอย่างหรือไม่และดำเนินการในลักษณะฟังความรอบด้าน แต่กลับไปตั้งโต๊ะแถลงไล่ถล่มคนที่เชิญมาร่วมกอบกู้ประเทศซะงั้น ทั้งๆที่คนเหล่านี้ก็ไม่ได้อิงฝ่ายการเมืองใดๆ
เมื่อถึงนาทีนี้ นักการเมืองควรจะหันไปดูตัวเองนั่นแหละ ใครกันแน่ที่เล่นแต่การเมือง







