
ค่าแรงฟาดหาง
การขึ้นค่าแรง 300 บาท เป็นข้อโต้แย้งมากมายรัฐบาลยืนยันต้องขึ้น ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
การขึ้นค่าแรง 300 บาท เป็นข้อโต้แย้งมากมายรัฐบาลยืนยันต้องขึ้น ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ขณะที่หลายฝ่ายกังวลจะเกิดผลกระทบ เนื่องจากเป็นการปรับค่าแรงที่รวดเร็วเกินไป
รัฐบาลเลือกที่จะขึ้นค่าแรงใน 7 จังหวัดนำร่องเป็น 300 บาท ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่วนจังหวัดที่เหลือก็ให้ขึ้นค่าแรงประมาณ 40% ซึ่งเป็นอัตราเพิ่มเท่ากับ 7 จังหวัด
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ได้รายงานผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นหลังการขึ้นค่าแรง
ประการแรก ค่าแรงที่ขึ้นรอบแรก อัตราเฉลี่ยประมาณ 40% แต่ประสิทธิภาพของแรงงานยังเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก โดยเพิ่มขึ้นเพียง 2.54%
หรือพูดง่ายๆ ว่าค่าแรงแพงขึ้น แซงหน้าประสิทธิภาพอย่างชัดเจน
และ มือที่มองไม่เห็น หรือ Invisible Hand ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ เมื่อค่าแรงขึ้น แต่ประสิทธิภาพยังไม่เพิ่มเป็นเงาตามตัว สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ ภาวะตกงาน
แรงงานกลุ่มที่โดนผลกระทบอันดับแรกๆ คือช่วงอายุ 15-24 ปี ที่ทักษะต่ำและประสบการณ์น้อย ต้องออกจากงานตามภาวะค่าจ้างที่ไม่คุ้มทุน
สภาพัฒน์ รายงานว่า แรงงานกลุ่มต้องกลับบ้านไปทำนา ไม่ก็ต้องหาทางทำมาค้าขาย เป็นอาชีพอิสระ หรือดิ้นรนกันไป ไม่ได้เข้าสู่ระบบแรงงานอีก
ถัดมาก็คือแรงงานที่เพิ่งจบหมาดๆ เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น แต่การจ้างงานไม่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน
ตัวเลขที่ปรากฏก็คือแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น 13.6% แต่การจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 1.6% เท่านั้น
อัตราการว่างงานรวมในไตรมาส 2 ของปีจึงเพิ่มเป็น 0.85% หรือมีจำนวนผู้ว่างงาน 3.44 แสนคน เพิ่มขึ้น 1.17 แสนคน เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
ทั้งหมดเป็นผลจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ทำให้ธุรกิจโดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็กต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงชะลอการจ้างงานออกไป และบางส่วน กังวลกับวิกฤตหนี้ยูโรที่ยืดเยื้อ
นี่แหละ ข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เผยแพร่ออกมาแล้ว
ปีหน้าผลกระทบค่าแรงจะเกิดขึ้นทั่วประเทศ เมื่อมีการปรับค่าแรงใน 70 จังหวัดที่เหลือเป็น 300 บาท เหมือนกันหมด
สถานการณ์การจ้างงานนับจากนี้จนไปถึงปีหน้า จึงเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญ
ดูแล้ว คงบอกได้คร่าวๆ ว่างานนี้อาจถึงขั้นตัวใครตัวมัน







