
ปรองดองของใคร?
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง
ปัจจัยความเสี่ยงไม่ใช่เฉพาะปัญหาที่มาจากต่างประเทศ อาทิ จากวิกฤตในยุโรป แต่ทว่าปัจจัยในประเทศกลายเป็นตัวเร่งทำให้เกิดเงื่อนไขความรุนแรงเช่นกัน
ตัวแปรสำคัญสุดก็คือ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เข้าสู่สภา
เนื้อหาสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวก็คือ การทำให้ทุกอย่างย้อนเวลากลับไปก่อนเดือน ก.ย. 2549 โดยสิ่งต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติครั้งหลังสุดถือเป็นอันโมฆะหมด
ไม่ว่าจะเป็นคดีความที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง รัฐบาล ทหารที่เข้าไปปราบปรามการชุมนุม ทหารที่ทำการปฏิวัติ เป็นอันยุติ
นอกจากนั้น ก็ต้องรวมคดีทางการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับนักการเมืองเช่นกัน
นี่แหละ จึงกลายเป็นประเด็น เพราะเป้าสายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่คดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ไม่ว่าจะเป็นคดียึดทรัพย์ 4 หมื่นล้านบาท ก็ต้องคืนเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ คดีที่ดินรัชดาฯ ก็เป็นอันพ้นผิด
กระแสเสียงคัดค้านเกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อเหลืองประกาศจะเคลื่อนขบวนครั้งใหญ่ ขณะที่ความเคลื่อนไหวอีกด้านก็กำลังรวบรวมกำลังผลักดันร่างกฎหมายอย่างเต็มที่
การเดินเกมทั้งหมด แม้ว่าจะมีความพยายามอธิบายว่า ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร แต่ทว่าก็รู้กันทั้งเมืองว่า แม้การชงกฎหมายจะมาจากพรรคการเมืองขนาดเล็กอย่างพรรคมาตุภูมิ แต่หัวแรงใหญ่ในการขับเคลื่อนก็คือรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย
ถ้ารัฐบาลไม่เอาด้วย พรรคเพื่อไทยก็ไม่เอาด้วย กฎหมายนี้ก็จะผ่านสภาไปไม่ได้
เรียกได้ว่าอธิบายอย่างไรก็ขว้างงูไม่พ้นคอ
ผลที่จะตามมาจากการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว จึงไม่แคล้วการเกิดความรุนแรงและความแตกแยก
ไม่ว่าใคร หากไม่หูหนวก ตาบอด ย่อมจับกระแสเค้าลางของปัญหาที่เหมือนชนวนระเบิดซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นมา
ทว่า ไม่รู้เป็นอย่างไร บรรดา สส. นักการเมือง กำลังจะใช้อำนาจทางการเมืองดันกฎหมายนี้ให้ผ่านสภา
และที่สุดแล้ว ปรองดองจะไม่ใช่การปรองดอง
แต่มันสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรง แตกแยก และหายนะโดยแท้







