
สวรรค์ชั้นอเวจี
ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าใด ความพยายามที่การเมืองจะนำเงินทุนสำรองของประเทศหรือคลังหลวงไปใช้ ก็ยิ่งเข้มขึ้นเรื่อยๆ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าใด ความพยายามที่การเมืองจะนำเงินทุนสำรองของประเทศหรือคลังหลวงไปใช้ ก็ยิ่งเข้มขึ้นเรื่อยๆ
นับตั้งแต่การวางหมาก ตัวขุน ตัวม้า ตัวโคน บนกระดาน และตามมาด้วย การเริ่มสร้างมายาคติ ความฝันที่แสนสวยงามจากการใช้ทุนสำรอง
นักเศรษฐศาสตร์โฆษณาชวนเชื่อเริ่มออกปฏิบัติหน้าที่ ทำการรณรงค์ สร้างความชอบธรรม โน้มน้าวให้ประชาชนเห็นดีเห็นงามกับแผนขายฝันอันยิ่งใหญ่
อาทิ การสร้างมายาคติ เงินทุนสำรองหรือคลังหลวงเก็บไว้เฉยๆ เปล่าประโยชน์ สู้เอามาลงทุนยกระดับการพัฒนาประเทศดีกว่า เพื่อให้ประเทศไทยมีรถไฟฟ้า ท่าเรือ สนามบิน ถนน ฯลฯ เพิ่มขึ้นปานเนรมิต เข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่สิ่งที่พวกนักเศรษฐศาสตร์โฆษณาชวนเชื่อไม่ได้อธิบายก็คือมุมมืดของการนำทุนสำรองออกไป
เพราะทันทีที่นำทุนสำรองออกไปได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เดิมทีในแต่ละปีจะต้องมีการตั้งงบลงทุน ในงบประมาณปกติ แต่ต่อไปสัดส่วนของงบลงทุนเหล่านี้จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีเงินจากคลังหลวงมาทดแทน
เงินที่เคยเป็นงบลงทุนจะถูกผันไปทำอย่างอื่น ซึ่งไม่ทำให้ภาระงบประมาณในแต่ละปีลดลง ทว่ามีแต่จะเพิ่มขึ้น
งบประมาณที่เหลือจะถูกนำไปใช้ในโครงการอภิมหาประชานิยมอย่างเมามัน จะเกิดการแจกมากกว่าเดิม กระจายกว่าที่เห็น เพิ่มปริมาณแจกเป็นเท่าทวี เป็นภาระที่ติดทนทานไปตลอด
เรียกว่าถึงยุคแจกไปก็มันมือไป มันปากไป สบายใจเฉิบ
แต่ผลในอีกด้าน เมื่อทุนสำรองถูกสูบออกและถึงจุดหนึ่งต้องเกิดปัญหา เพราะอัตราการถลุงย่อมเร็วกว่าอัตราการเก็บสะสม
แล้วในเวลาไม่นานนัก ทุนสำรองจะหดหาย และมีภาระผูกผันมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเงินที่เอาไปลงทุนโครงการต่างๆ ต้องเป็นโครงการระยะยาว
หากเกิดสถานการณ์ที่อ่อนไหวเพียงเล็กน้อย ทุนสำรองจะไม่พอสำหรับการสร้างความมั่นใจ และเงินทุนจะไหลออกทันที
ความวิบัติจะบังเกิดไม่ต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
แต่ครั้งนี้ จะฉิบหายมากกว่าเดิม เพราะงบประมาณปกติถูกใช้อย่างสิ้นเปลือง ขณะที่ทุนสำรองก็ถูกดูดไปถลุง
ตัวอย่างวิกฤตเศรษฐกิจที่เห็นจากสหรัฐอเมริกาเมื่อหลายปีก่อน และวิกฤตยุโรปที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ จะมาเยือนเมืองไทย
นี่แหละ เหรียญอีกด้านของยุคศิวิไลซ์ที่โฆษณาชวนเชื่อออกมา
สวรรค์วิมานที่วาดไว้ แท้จริงมันคือนรกอเวจีชัดๆ







