
ไดโนฯโมเดล
ถึงกับอึ้ง ทึ่ง เกินคำบรรยายกับนโยบายแก้ปัญหาของแพง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ถึงกับอึ้ง ทึ่ง เกินคำบรรยายกับนโยบายแก้ปัญหาของแพง ด้วยวิธีสั่งคุมราคาอาหารจานด่วน 10 เมนู อาทิ ข้าวไข่เจียว ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ
คำถามที่ดังขึ้นมาก็คือ จะคุมกันอย่างไร และคุมกันได้จริงหรือ
เพราะหากรัฐบาลไปคุมราคาอาหารจานด่วน ผลที่ตามก็คือ แม้ราคาจะเท่าเดิม แต่ทว่าปริมาณและคุณภาพจะลดน้อยถอยลงเช่นกัน
อย่างข้าวกะเพราหมู หากไปคุมที่จานละ 30-35 บาท พ่อค้าแม่ค้าขายที่ต้นทุนแพง ก็จะต้องใช้วิธีไปลดเนื้อหมู ลดข้าวลง
แทนที่จะกินจานเดียวอิ่ม ก็จะไม่อิ่ม คุณภาพต่างๆ จะต้องลดลง จนต้องสั่งเพิ่มอีกจาน เปลืองเข้าไปอีก
ต่อไปจึงจะได้เห็นราคาอาหารติดหรา กะเพราหมูปกติจานละ 35 บาท แต่พิเศษ 40 บาท โดยจานปกติคือเมนูที่ลดปริมาณข้าว ปริมาณหมูเป็นที่เรียบร้อย แต่หากต้องการแบบเดิมก็ต้องสั่งเป็นจานพิเศษ
นั่นเป็นประเด็นแรก
ถัดมา การคุมราคาไม่ต่างจากขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน หรือจับปูใส่กระด้ง เพราะจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐไม่เพียงพอจะเข้าไปตรวจสอบหรือดูแล
จะไปนั่งตรวจข้าวทุกจานที่ขาย ตรวจกันทุกร้านค้า มีปัญญาทำหรือ
และสิ่งที่สำคัญ คือ กระทรวงพาณิชย์กำลังจะเอากฎหมายที่รุนแรงไปขู่เล่นงานพ่อค้าแม้ค้าขายข้าวแกง หรือรถเข็นตามท้องถนน ที่เข้าขั้นปากกัดตีนถีบในแต่ละวัน
ตามกฎหมายเมื่อเข้ามาควบคุมราคาอาหารจานด่วน ใครฝ่าฝืนมีโทษขั้นรุนแรง ถึงจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จะเอากันอย่างนั้นเชียวเหรอ กับการขายข้าวเพื่อยังชีพ และพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นก็ต้องเจอแรงบีบคั้นจากค่าครองชีพเช่นกัน
สิ่งที่ควรทำในการแก้ปัญหาของแพง คือ การแทรกแซงตลาด ไม่ใช่การควบคุมราคา อย่างการเข้าไปศึกษาโครงการต้นทุนอาหาร แพงตรงไหน ก็ต้องไปลดตรงนั้น นั่นก็ถูก
หรืออย่างที่ภาคเอกชน อาทิ สมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งปลีกไทย เสนอว่า รัฐบาลควรมีทางเลือกให้กับประชาชน ด้วยการตั้งศูนย์อาหารชุมชน โดยรัฐเป็นเจ้าของพื้นที่ เก็บค่าเช่าในอัตราที่ถูก จากนั้นให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าไปขาย จะทำให้ต้นทุนอาหารจานด่วนลดลง
นี่แหละ ถึงต้องอุทานด้วยความทึ่งว่า สติปัญญาหนอ สติปัญญา
ไฉนแสดงออกราวกับย้อนไปสู่ยุคไดโนเสาร์ได้ปานนั้น







