
เขาคือดร.วีรพงษ์
กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาถึงตำแหน่งประธานกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาถึงตำแหน่งประธานกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ
เพราะตัวเต็งไปๆ มาๆ เหลือแค่ 2 คนเท่านั้น คือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร กับ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล แต่ที่มาแรงเห็นจะไม่พ้น ดร.วีรพงษ์ ในฐานะกุนซือใหญ่ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล
และหากเป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติ หนึ่งแนวคิดสำคัญของ ดร.วีรพงษ์ คือการนำทุนสำรองของประเทศมาใช้ในการลงทุน
นี่แหละ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
ทุนสำรองของประเทศ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า คลังหลวง เป็นเรื่องเป็นราวมาตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการยุบรวมคลังหลวงไปใช้หนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ขณะนั้น หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จัดทำโครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัวได้ออกมาคัดค้านการนำคลังหลวงไปอย่างเต็มที่
และผู้ที่มีบทบาทต่อแนวคิดในกลุ่มลูกศิษย์หลวงตาคือ ดร.วีรพงษ์ ที่เอาดอกไม้ ธูป เทียน ใส่พานเข้าไปกราบถวายเป็นลูกศิษย์หลวงตา พร้อมกับยืนยันการปกป้องคลังหลวงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
การรักษาคลังหลวงครั้งนั้นประสบความสำเร็จ
ช่วงเวลาถัดมามีความพยายามแก้ไขกฎหมาย เพื่อนำคลังหลวงไปใช้อีก และ ดร.วีรพงษ์ ก็ได้แสดงความเห็น เขียนบทความหลายครั้งไม่ให้แตะต้องคลังหลวง ให้เก็บอยู่แบบเดิมดีแล้ว
ปัจจุบันหลวงตามรณภาพไป เวลานี้ ดร.วีรพงษ์ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาใหญ่ของรัฐบาล และเป็นผู้ประกาศสนับสนุนนโยบายในการนำทุนสำรองมาใช้อย่างเต็มที่ เต็มตัว
ดร.วีรพงษ์ ทั้งพูด ทั้งเขียนอธิบาย ยกเหตุผลสนับสนุนแนวคิดการใช้เงินทุนสำรองอย่างเต็มที่ หรือเรียกว่าสุดลิ่มทิ่มประตูคงไม่ผิด
บทบาท และเหตุผลล้วนหนักแน่นไม่แพ้คราวที่เคยคัดค้านการนำคลังหลวงไปใช้เมื่อในอดีตแม้แต่น้อย
แนวคิดของ ดร.วีรพงษ์ ในครั้งนี้ ก็น่าจะทรงอิทธิพลเหมือนเดิม โดย ดร.วีรพงษ์ เองก็เป็นผู้ที่ประกาศสนับสนุนแนวนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเกือบทั้งหมด
จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในธนาคารชาติ
แต่ที่น่าประหลาดใจเล็กน้อยก็คือ ท่าที ดร.วีรพงษ์ ในปัจจุบันราวกับไม่ใช่คนเดียวกับ ดร.โกร่ง หรือ อาจารย์โกร่ง ซึ่งคณะศิษย์หลวงตามหาบัวเคยรู้จัก และเคยถวายตัวกับหลวงตาเพื่อปกป้องคลังหลวง
ขอให้ ดร.วีรพงษ์ เจริญๆ และประสบความสำเร็จด้วยเถิด
ด้วยเหตุ ด้วยผลใด ก็แล้วแต่ สุดท้ายมันลงเอยเหมือนกันหมด
นั่นคือสัตว์โลกทั้งหลาย ย่อมมีกรรมเป็นเครื่องตัดสิน







