
ข้าวยากหมากแพง
กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขดัชนีผู้บริโภคที่สะท้อนภาวะของแพงในช่วงเดือน ม.ค. ออกมาแล้ว
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขดัชนีผู้บริโภคที่สะท้อนภาวะของแพงในช่วงเดือน ม.ค. ออกมาแล้ว
ทั้งหมดไม่ผิดคาดหมาย ที่สินค้าพาเหรดขึ้นราคา
ดัชนีผู้บริโภคเดือน ม.ค. สูงขึ้น 3.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหากดูเฉพาะดัชนีรวมจะไม่แตกต่างมากนัก แต่ถ้าแยกดูรายละเอียดเฉพาะหมวดจะเห็นภาพที่ชัดเจน
เพราะสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับขึ้นถึง 7.7% ขณะที่สินค้าที่ไม่ใช่หมวดอาหารปรับตัวขึ้นแค่ 0.7 เท่านั้น
นั่นหมายความว่า ของที่เกี่ยวกับปากท้องของชาวบ้านราคาใส่เกียร์ห้าหน้าเดิน ไล่ตั้งแต่เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ สัตว์น้ำ ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปที่ปรับตัวขึ้นถึง 9%
นี่แหละ มันถึงกระทบความเป็นอยู่ของชาวบ้าน โดยเฉพาะสังคมเมืองที่มักจะซื้ออาหารสำเร็จรูปมากกว่าปรุงกินเอง
ของแพงมาจากหลายสาเหตุ ทั้งราคาน้ำมันแพงขึ้น ทั้งในแง่ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับราคา
และของจะแพงมากขึ้นไปเรื่อยๆ
เพราะปัญหาของแพง โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป หากไปดูเฉพาะราคาวัตถุดิบว่าแพงขึ้นหรือไม่ คงจะแก้ปัญหาไม่ได้
สาเหตุเนื่องจากการที่พ่อค้าแม่ค้าขึ้นราคาอาหารสำเร็จรูป ก็เพราะมีความรู้สึกว่า ค่าครองชีพของตัวเองขยับ จึงต้องขึ้นราคา
ค่าครองชีพที่ว่า ไม่ใช่แค่ต้นทุนผลิตอาหาร แต่เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อยู่แวดล้อมตัวเอง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าเล่าเรียนลูก ฯลฯ
ตัวอย่างเช่น แต่ก่อนเคยขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 25 บาท ก็อยู่ได้ แต่เมื่อค่าครองชีพปรับตัว แม้ว่าวัตถุดิบในการผลิตอาหารขยับไม่มาก ก็จะต้องปรับราคาขายก๋วยเตี๋ยวยันข้าวแกงเพื่อให้อยู่ได้
และเชื่อขนมกินได้เลยว่าต่อไปของจะแพงขึ้นอีกจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลส่งซิกให้ของขึ้นราคา
เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. รัฐบาลปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ทำให้มีการขึ้นราคาสินค้ารับกับเงินเดือนใหม่ไปเรียบร้อย
ในเดือน เม.ย.นี้ จะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน รับรองได้ว่าของต้องแพง โดยเฉพาะราคาอาหาร
ค่าจ้างถือเป็นต้นทุนโดยตรงของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารที่ต้องจ่ายให้ลูกมือ และรวมไปถึงโรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบทุกชนิดต้องจ่ายค่าจ้างแพงขึ้นอย่างต่ำก็ 40%
การปรับค่าจ้างจึงจะทำให้ของแพงชนิดเลือดออกซิบๆ
เชื่อไม่เชื่อก็คอยดูเถอะ
ยุครัฐบาลเสื้อแดงของจะแพงทั้งเมืองจริงหรือเปล่า!!!







