เกาะหลังพญามังกร

วันที่ 26 ธ.ค. 2554 เวลา 06:44 น.
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

เบาใจอีกเปลาะ ที่ประเทศของเราไม่ตกรถด่วนขบวนพญามังกรสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามในความตกลงแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหยวนและบาท กับ ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวงเงิน 7 หมื่นล้านหยวน หรือราวๆ 3.2 แสนล้านบาท

เดิมทีการค้าสินค้าและบริการระหว่างไทย กับ จีน จะต้องกำหนดมูลค่าเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่จากข้อตกลงดังกล่าว จะทำให้การค้าสองชาติกำหนดเป็นเงินบาท เงินหยวนได้ทันที

นี่แหละ ก้าวย่างสำคัญ

โลกยุคปัจจุบัน จีนในฐานะมหาอำนาจใหม่ กำลังต่อสู้กับสหรัฐ มหาอำนาจดั้งเดิมอย่างถึงพริกถึงขิง ในหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และกำลังขยายผลมายังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

เงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินสกุลกลางของโลกมาช้านาน เป็นสินทรัพย์ที่ทุกคนต้องมี และประเทศสหรัฐเป็นชาติเดียวในโลกที่สามารถพิมพ์แบงก์มาใช้ได้โดยไม่ต้องมีสินทรัพย์ อาทิ ทองคำ มาหนุนหลังธนบัตรของตัวเอง

แต่ จีน เตรียมที่จะแย่งชิงสถานภาพค่าเงินสกุลหลักของโลก

สมรภูมิหลักที่จีนเลือกก็คือ เอเชีย โดยเป้าหมายคือเงินที่จะค้าขายในเอเชียต้องเป็นเงินหยวน ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ

จีนทำข้อตกลงกับหลายประเทศ เปิดให้ใช้เงินหยวนค้าขายโดยตรง อาทิ เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเลเซีย อินโดนีเซีย รัสเซีย และขยายตัวไปถึง อาร์เจนตินา ไนจีเรีย ด้วย

การขยับตัวเช่นนี้ ทำให้จีนลดปัญหาเกี่ยวกับเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ได้ เพราะจีนถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังจะทำให้การค้าของจีนขยายตัวอย่างมากในภูมิภาคเอเชีย

ยิ่งเฉพาะเมื่อจีนมีข้อตกลงกับ รัสเซีย ก็เท่ากับจีนจะเข้าไปเป็นผู้ที่มีบทบาทในกลุ่มประเทศที่ทำเงินจากการค้าน้ำมันมากกว่าเดิม

ที่ผ่านมา เงินจากการค้าน้ำมันจะอยู่ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือ ปิโตรดอลลาร์ แต่เมื่อจีนทำข้อตกลงกับรัสเซีย ไนจีเรีย ก็จะทำให้เงินการค้าน้ำมันอยู่ในรูป ปิโตรหยวน โดยขายน้ำมันแล้วรับเป็นเงินหยวนแทนที่จะเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนเก่า

การที่ไทยทำข้อตกลงกับจีน จึงถือเป็นการกระโดดเกาะหลังพญามังกรในยุคที่พญาอินทรีกำลังปีกหักร่อแร่ได้อย่างถูกจังหวะ

งานนี้จึงต้องยกนิ้วให้ด้วยประการทั้งปวง