
ไปทางไหน
ผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่เริ่มเห็นออกมาแล้วในทุกด้าน
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่เริ่มเห็นออกมาแล้วในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นแง่เศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง
และสิ่งที่มองกันมากก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังน้ำลด มันทำท่าจะมากกว่าในขณะนี้
โจทย์ใหญ่ๆ หลายข้อที่ต้องแก้ไข อาทิ ประเด็นการสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น เอาแค่เฉพาะในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นาทีนี้ต้องบอกว่าเป็นงานหนัก งานเหนื่อยเต็มทน
หลากหลายบทวิเคราะห์ออกมาทั้งจากสื่อและปากคำนักลงทุนต่างประเทศก็คือ ประเทศไทยดูเหมือนจะเกิดปัญหาอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้น
ประโยคที่มีการพูดถึงก็คือ เราอยู่ในช่วง ทศวรรษที่หายไป หรือ The Lost Decade
ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เคยฝันจะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้านเศรษฐกิจ แต่ทุกอย่างกลับล้มคว่ำไม่เป็นท่า เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540
แม้ว่าบ้านเมืองเราจะฟื้นตัวขึ้นมา ทว่ากลับต้องเผชิญหน้ากับสารพัดปัญหา อาทิ คลื่นสึนามิ เมื่อปี 2547 ความแตกแยกในประเทศจนนำไปสู่รัฐประหารในปี 2549
หลังจากนั้นบ้านเมืองเข้าสู่ยุคไร้เสถียรภาพ แตกแยกกันอย่างสิ้นเชิง นำไปสู่การบุกยึดสนามบินในปี 2551 การประท้วงเผาเมืองในปี 2553 และรัฐบาลหลายชุดล้มคว่ำไม่เป็นท่า
ทั้งหมด ยังไม่นับวิกฤตต่างประเทศที่เข้ามากระทบ ทั้งวิกฤตในสหรัฐ จนกระทั่งวิกฤตในยุโรป
และล่าสุดเรายังเจอน้ำท่วมใหญ่ที่สร้างความตกตะลึงและคลางแคลงใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ
แน่นอน หลายบริษัทที่ลงทุนในไทยแล้ว อาจจะลงทุนต่อไป แต่การลงทุนใหม่ๆ หลายบริษัทจะต้องกระจายความเสี่ยงออกไปอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรถยนต์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
และเมื่อผสานกับเงื่อนไขทางการเมืองที่มีแนวโน้มเปราะบางมากยิ่งขึ้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนทั้งสิ้น
คำพูดที่มักจะหยิบมาพูดในขณะนี้ก็คือ ในวิกฤตมีโอกาส นั่นก็จริง
ทว่า มันยังมีเหรียญอีกด้านที่อาจเป็นไปได้เช่นกัน
นั่นคือในวิกฤต ก็อาจจะมีวิกฤตครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมแฝงอยู่







