
น้ำตา-น้ำใจ
นํ้าท่วมอุตสาหกรรมไฮเทค จ.พระนครศรีอยุธยา เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 13 ต.ค.
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
นํ้าท่วมอุตสาหกรรมไฮเทค จ.พระนครศรีอยุธยา เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา และเกิดข่าวใหญ่เมื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ซึ่งรับหน้าที่ป้องกันน้ำในอุตสาหกรรมไฮเทค ร้องไห้เดินไปกอดปลอบใจนักลงทุนญี่ปุ่น
ผมไม่ประหลาดใจเลยที่ กิตติรัตน์ จะมีความรู้สึกอย่างนี้
เพราะผมมีโอกาสพบ กิตติรัตน์ หรือที่ผมเรียกว่า พี่โต้ง ในคืนวันที่ 12 ต.ค. ก่อนน้ำจะท่วมอุตสาหกรรมไฮเทค ไม่กี่ชั่วโมง
พี่โต้ง คืนนั้น เครียด เป็นกังวล โดยพี่โต้งใส่ชุดที่ใส่อยู่ทั้งวัน กางเกงยังมีคราบโคลนอยู่เกือบครึ่งหน้าแข้ง
นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค มีเงินลงทุนมหาศาลใกล้ 7 หมื่นล้านบาท เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ มากมาย พี่โต้งได้รับมอบหมายให้เข้าไปดูแล โดยมีทีมงานเป็นทหาร 300 นาย
เหตุพี่โต้งค่อนข้างเครียด เพราะน้ำมหาศาลเข้ามาล้อมนิคม โดยเหลือระดับแค่ 8 เซนติเมตรเท่านั้น ก็จะข้ามเข้ามาได้แล้ว
นอกจากนั้น พี่โต้งยังเป็นห่วงทีมงานของตัวเอง ที่อายุรุ่นราวคราวลูก และต่างก็ต้องรับมือกับอันตรายจากน้ำที่ล้อมสูง 56 เมตร
พี่โต้งอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน จะสั่งถอนกำลังออกไป ก็ต้องเผชิญความรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ขณะที่การสั่งให้ทีมงานสู้ต่อ ก็ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของทุกคน
คืนนั้น ผมนั่งคุยกับพี่โต้งอยู่นาน บางช่วงต่อล้อต่อเถียงกันไปมา ขนาดที่คนที่นั่งอยู่ในวงด้วย ใจตุ๊มๆ ต้อมๆ เพราะบางขณะเราเริ่มเสียงดังและตาขวางๆ
และเรื่องที่ถกเถียงกันก็คือการเอาจริงเอาจังของพี่โต้ง และการแบกความรับผิดชอบเอาไว้จนหนักอึ้ง
เถียงไปเถียงมา สุดท้ายก็ชักจะเมาทั้งคู่ เลยแยกย้ายกันกลับ
แต่ช่วงเดินออกมา มีคนทักพี่โต้งว่า นับตั้งแต่เป็นรองนายกฯ เพิ่งเห็นพี่โต้งยิ้มได้นี่แหละ และพี่โต้งก็ยิ้มให้อย่างเต็มที่
พอเช้ามืด พี่โต้งไปทำหน้าที่ของตัวเองและผลก็อย่างที่เป็นข่าว
ที่ผมเขียนมาทั้งหมด เพียงอยากให้รู้ว่า น้ำท่วมครั้งนี้ มีผู้ที่ทุ่มเทสู้มากมาย ไม่เพียงแต่รัฐบาล พี่โต้ง แต่รวมถึงคนไทยหลายคน ที่ร่วมกันสู้กับธรรมชาติที่ยากจะต่อสู้
น้ำท่วมครั้งนี้ เสียหายอย่างมหาศาล แต่อะไรที่มันเสียไป ก็ช่างมันเถิด เริ่มต้นใหม่
ชีวิตและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสำคัญสุด







