
ไปทางไหน
โดย..ณ กาฬ เลาหะวิไลย
โดย..ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาจัดทำเสร็จสิ้นแล้ว และในสัปดาห์หน้าจะเห็นการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อซักถามนโยบายด้านต่างๆ
แน่นอน นโยบายหลายๆ ด้านของรัฐบาล เป็นประเด็นที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมากมาย
เอาเฉพาะด้านเศรษฐกิจ หัวใจสำคัญของนโยบายรัฐบาลก็คือการใช้จ่ายเงินงบประมาณจำนวนมหาศาล โดยหวังให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น และกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต
ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มราคารับจำนำข้าวเป็นเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท สำหรับข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเหนียวให้เกวียนละ 2 หมื่นบาท การลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ การชดเชยภาษีบ้านหลังแรก รถคันแรก เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้านอีกแห่งละ 1 ล้านบาท ฯลฯ
ทั้งหมดต้องอาศัยงบประมาณแผ่นดินทั้งสิ้น
แนวคิดของรัฐบาลก็คือ การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบก็เพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัว สุดท้ายรัฐบาลก็ได้รายได้กลับคืนมาในรูปภาษี ไม่ใช่การใช้จ่ายแบบสูญเปล่า
เปรียบแล้วเงินรัฐบาลเหมือนน้ำในเขื่อน แทนที่จะกักเก็บไว้ ก็ปล่อยออกมาให้เกิดการหมุนเวียน ทำไร่ไถนา ปลูกพืชผล สุดท้ายก็เก็บพืชผลได้ มีมูลค่ามากกว่าน้ำที่ปล่อยออกมาในครั้งแรก
นี่แหละ คือรากฐานความคิดของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ต้นตำรับประชานิยม
หลายๆ คนจึงมองด้วยความเป็นห่วงว่า การใช้จ่ายเงินงบประมาณเช่นนี้อาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณ ใช้จ่ายเกินตัว
ในที่สุดบ้านเมืองอาจประสบปัญหาเหมือนกลุ่มประเทศละตินอเมริกา หนี้ท่วมหัว
ถามว่าแนวคิดไหนถูกหรือผิด คงไม่มีเครื่องวัดหรือเครื่องหยั่งรู้อนาคตจะตอบได้ ต่างคนก็ต่างมีความคิดแยกไปคนละด้าน
แต่ประเด็นที่ควรจะต้องตอบกันให้ชัดก่อนก็คือ เราต้องการเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเต็มที่ ทว่ามีความเสี่ยงที่ตามมา
หรือต้องการเศรษฐกิจที่โตไม่มาก แต่ความเสี่ยงลดต่ำลง
นี่แหละ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่น่าคิดและทำให้กระจ่าง เพราะถ้าตอบคำถามได้แล้ว ทุกอย่างมันก็จะจบลงด้วยตัวเอง
หากต้องการเศรษฐกิจโตมากๆ ก็ต้องพร้อมรับและระวังความเสี่ยง แต่หากต้องการโตแบบระมัดระวัง ก็ไม่ต้องนอนผวาถึงอนาคต
เอ้า จะว่ากันอย่างไรดีพี่น้องเอ๋ย







