
กระเป๋าหด
โดย..ณ กาฬ เลาหะวิไลย
โดย..ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ไหลไปเรื่อยๆ สำหรับดัชนีผู้บริโภคที่สะท้อนเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน
ตัวเลขล่าสุดในเดือน ก.ค. เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไปถึง 4.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อธิบายง่ายๆ ก็คือ เดิมของชิ้นหนึ่งราคา 100 บาท แต่ตอนนี้ของแพงขึ้นไปเป็น 104.08 บาทเป็นที่เรียบร้อย และทำให้ค่าเงินที่มีในกระเป๋าหดหายไป
เหตุผลที่เงินเฟ้อสูงขึ้นก็เนื่องจากราคาอาหารขยับ แต่ที่ปรับตัวมากสุดก็คือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขึ้นไปถึง 14.47%
รัฐบาลชุดใหม่ ประกาศจะลดค่าครองชีพของประชาชน โดยจะใช้วิธีการลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อให้ราคาน้ำมันขายปลีกทิ้งเบนซินและดีเซล ลดลงทันที
นอกจากนั้นยังหวังว่า เมื่อน้ำมันลดลงแล้ว ราคาสินค้าอื่นๆ จะต้องปรับตัวลงตามไปด้วย
แต่นั่นอาจไม่เพียงพอสำหรับภาวะของแพงที่หน้าเดินตลอดเวลา
เหตุผลก็เพราะว่า นโยบายของรัฐบาลใหม่ประกาศแน่ชัดจะอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงมีนโยบายเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ทั้งการเพิ่มราคาจำนำข้าว การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ การเพิ่มเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี รวมถึงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ฯลฯ
ทั้งหมดจะทำให้เงินสะพัด มีปริมาณเงินในระบบหมุนเวียนมากขึ้น และสิ่งที่ตามมาเมื่อมีเงินเพิ่มขึ้นก็คือเงินเฟ้อและของแพง อันเป็นสูตรสำเร็จที่เกิดขึ้นตลอดมา
ปัญหาเงินเฟ้อ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธนาคารชาติ ย้ำนักย้ำหนา จำเป็นต้องหยุดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยเติบโตในระดับที่น่าพอใจอยู่แล้ว
เม็ดเงินใหม่ๆ ที่รัฐบาลใหม่อัดฉีดเข้าไปจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและของแพงยิ่งขึ้น สุดท้ายจะกลายเป็นภาวะฟองสบู่
นี่แหละ คือประเด็นหลักด้านเศรษฐกิจ ที่จะต้องคิด ต้องหาทางออก จะทำอย่างไร
เพราะหากภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่หยุด จะกลายเป็นปัญหาที่ต้องใช้ยาแรงเข้ามาแก้ไข
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นก็คือ จีน ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก แต่สุดท้ายในขณะนี้ต้องพบกับปัญหาเงินเฟ้ออย่างเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องใช้มาตรการต่างๆ เข้าสกัดเงินเฟ้อ
โลกนี้จึงมีเหรียญสองด้านเสมอ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง
แล้วคราวนี้เมื่อได้รัฐบาลประชานิยม แล้วเราต้องเสียอะไร?







