
ไม่สมานฉันท์
การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในช่วงต่อไป เห็นทีจะเกิดปัญหาความขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างการใช้นโยบายการเงินกับนโยบายการคลัง
การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในช่วงต่อไป เห็นทีจะเกิดปัญหาความขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างการใช้นโยบายการเงินกับนโยบายการคลัง
นโยบายการเงินดูแลรับผิดชอบโดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารชาติ ขณะที่นโยบายการคลังดูแลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือพูดง่ายๆ ว่าฝ่ายการเมืองเป็นผู้ดูแลก็ไม่ผิด
ธนาคารชาติแสดงท่าทีแน่ชัดแล้ว ต้องการจะใช้อัตราดอกเบี้ยป้องกันปัญหาเงินเฟ้อ ของแพง โดยได้มีการปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มุมมองของแบงก์ชาติก็คือ หากไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อลดการใช้จ่าย ต่อไปอาจเกิดปัญหาของแพงและฟองสบู่ อันเนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวจนเกินเลย
แต่รัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะรัฐบาลเพื่อไทย แสดงท่าทีแน่ชัดจะอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะมีการลดภาษี จะเพิ่มรายได้ลดค่าใช้จ่าย เพื่อหวังทำให้คนจับจ่ายใช้สอย ทำให้เศรษฐกิจอู้ฟู่
ทั้งสองนโยบาย จึงขัดกันอย่างรุนแรง
ฝ่ายหนึ่ง ต้องการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อชะลอความร้อนแรง ชะลอการใช้จ่าย แต่อีกฝ่ายอัดเงินเข้าไปเพื่อต้องการให้เกิดการใช้จ่ายให้เศรษฐกิจขยายตัว
และไม่แปลกหรอก ทำไม ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารชาติ จึงมีความวิริยะเป็นพิเศษ โดยต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายๆ ครั้งว่า รัฐบาลใหม่ไม่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป และจำเป็นต้องดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วย
แต่ไม่รู้ว่าคำพูดของประสาร จะทำให้ผู้ดูแลนโยบายการคลังของรัฐบาลใหม่เข้าใจหรือไม่ เพราะเป้าหมายทางการเมืองกำหนดเอาไว้แล้วว่า เงินต้องสะพัด เศรษฐกิจจะต้องโต
ความไม่สอดคล้องของนโยบายเศรษฐกิจนี้ จะไม่เกิดผลดีใดๆ เลย เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ เพื่อสกัดเงินเฟ้อ เมื่อไปเจอการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลใหม่ ประสิทธิภาพของการขึ้นดอกเบี้ยก็ต้องถูกลดทอนลงไป
ขณะที่รัฐบาลใหม่หวังให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย แต่เมื่อต้องมาพบกับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการชะลอของการใช้จ่าย
ใครจะฟังใคร ใครจะตามใคร เป็นสิ่งที่แบงก์ชาติและกระทรวงการคลังสมควรหารือ และหาแนวทางร่วมกันให้ได้ จะเอาอย่างไรไปทิศทางไหน
ขืนต่างคนต่างไปอย่างนี้ จะเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่มั่วสิ้นดี







