posttoday
สรุปดีล PTTGC-SCGC แลกหุ้นไร้เงินสด ปั้นยักษ์ปิโตรเคมีติด Top 10 โลก

สรุปดีล PTTGC-SCGC แลกหุ้นไร้เงินสด ปั้นยักษ์ปิโตรเคมีติด Top 10 โลก

29 ตุลาคม 2569

SCGC จับมือ PTTGC รวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ตั้งบริษัทร่วมทุนใหญ่ระดับโลก กำลังผลิตโอเลฟินส์ 7.1 ล้านตันต่อปี ลุ้นติด Top 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์โลก คาดสร้าง Synergy ปีละ 150-200 ล้านดอลลาร์ รับรู้เต็มที่ใน 3 ปี คาดปิดดีลครึ่งหลังปี 2570

KEY

POINTS

  • SCGC จับมือ PTTGC รวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ตั้งบริษัทร่วมทุนใหญ่ระดับโลก กำลังผลิตโอเลฟินส์ 7.1 ล้านตันต่อปี
  • ลุ้นติด Top 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์โลก คาดสร้าง Synergy ปีละ 150-200 ล้านดอลลาร์
  • รับรู้เต็มที่ใน 3 ปี คาดปิดดีลครึ่งหลังปี 2570

เมื่อสองผู้เล่นรายใหญ่ อย่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย

 

หวังยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางความท้าทายจากกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลก

 

สรุปดีล PTTGC-SCGC แลกหุ้นไร้เงินสด ปั้นยักษ์ปิโตรเคมีติด Top 10 โลก

 

การรวมธุรกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มขนาดกำลังการผลิต แต่เป็นการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กร ทั้งฐานการผลิต ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง และเครือข่ายลูกค้าทั่วโลก มาสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว

 

ภายใต้แผนดังกล่าว บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี และมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิต พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของภูมิภาคอาเซียน

 

ไฮไลต์สำคัญ คือการสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และทยอยรับรู้ประโยชน์ได้เต็มที่ภายในประมาณ 3 ปี สะท้อนเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง

 

สรุปดีล PTTGC-SCGC แลกหุ้นไร้เงินสด ปั้นยักษ์ปิโตรเคมีติด Top 10 โลก

 

ปั้นมาบตาพุดสู่ฮับปิโตรเคมีอาเซียน

 

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC กล่าวว่า การผนึกกำลังครั้งนี้มีเป้าหมายต่อยอดพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสำคัญของไทย ให้ก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของอาเซียน โดยเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้ง PTTGC และ SCGC

 

หัวใจสำคัญคือการนำศักยภาพของทั้งสองบริษัทมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมปลายน้ำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า การพัฒนาวัสดุที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้า หรือการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทย รวมถึงผู้ประกอบการ SME เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก

 

ด้านนายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวว่า การนำจุดแข็งที่แตกต่างแต่เกื้อหนุนกันของทั้งสององค์กรมาผสาน จะช่วยสร้างธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบและฐานการผลิต จนถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง

 

การรวมธุรกิจเป็นโอกาสในการยกระดับสถานะของประเทศไทยในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก โดยเพิ่มขนาดธุรกิจและศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

 

สรุปดีล PTTGC-SCGC แลกหุ้นไร้เงินสด ปั้นยักษ์ปิโตรเคมีติด Top 10 โลก

 

PTTGC เด่นบริหารวัตถุดิบ SCGC แกร่ง


PTTGC มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบที่หลากหลาย ทั้งแนฟทา LPG โพรเพน และอีเทน ขณะที่ ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ช่วยเพิ่มทางเลือกและความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานและปิโตรเคมีโลก


PTTGC ยังมีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและการใช้งานของลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบริหารต้นทุนและการสร้างความได้เปรียบในห่วงโซ่การผลิต


ส่วน SCGC มีจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเน้นทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อพัฒนาแนวคิดและโจทย์ทางธุรกิจให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้จริงในตลาด ผ่าน i2P Center (Ideas to Products) หรือศูนย์นวัตกรรมครบวงจร


การผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสองบริษัทจึงเปิดทางให้บริษัทร่วมทุนเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ขยายฐานลูกค้า และสร้างโซลูชันใหม่ให้กับอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโต อาทิ ยานยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง


กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจปลายน้ำ และเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทย ไม่ใช่แข่งขันด้วยขนาดกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว


นอกจากนี้ เครือข่ายตลาดและฐานลูกค้าทั่วโลกของทั้งสองบริษัทยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ โดยเฉพาะอาเซียนซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว

 

สรุปดีล PTTGC-SCGC แลกหุ้นไร้เงินสด ปั้นยักษ์ปิโตรเคมีติด Top 10 โลก

 

รวมฐานผลิตมาบตาพุด-ลดต้นทุน


อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดีลนี้มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่ม คือฐานการผลิตของทั้งสองบริษัทที่ตั้งอยู่ใกล้กันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญของประเทศ


การเชื่อมโยงฐานการผลิตจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารวัตถุดิบและกระบวนการผลิต ตลอดจนเปิดโอกาสให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ทั้งระบบท่อส่งวัตถุดิบ ระบบสาธารณูปโภค และระบบสนับสนุนการผลิต

 

พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของแต่ละองค์กรมาใช้ร่วมกัน


ทั้งสองบริษัทประเมินว่า ประโยชน์จาก Synergy จะเกิดขึ้นจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่

 

  1. บริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบและการวางแผนการผลิต
  2. เสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตผลิตภัณฑ์และความเป็นผู้นำตลาด เพิ่มโอกาสในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีขึ้น
  3. ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการผลิต ใช้สินทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน


เป้าหมายการสร้าง Synergy ปีละ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นตัวเลขสำคัญที่ตลาดต้องจับตา โดยเฉพาะความสามารถในการเปลี่ยนแผนความร่วมมือให้เป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง และทยอยรับรู้ได้เต็มที่ภายใน 3 ปี


ในภาวะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไร


นอกจากนั้น การผนึกกำลังยังมุ่งเสริมฐานะทางการเงิน ผ่านการเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรและสร้างกระแสเงินสด เพื่อรองรับการลงทุนและการเติบโตในอนาคต

 

สรุปดีล PTTGC-SCGC แลกหุ้นไร้เงินสด ปั้นยักษ์ปิโตรเคมีติด Top 10 โลก

 

ปิดดีลแลกหุ้นครึ่งหลังปี70

 

สำหรับโครงสร้างธุรกรรม ทั้งสองบริษัทมีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดย PTTGC จะถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% ผ่านการแลกเปลี่ยนหุ้นโดยไม่มีการชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด

 

ขอบเขตการปรับโครงสร้างครอบคลุมสินทรัพย์และธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมทรัพยากรและสินทรัพย์ไว้ภายใต้โครงสร้างที่เอื้อต่อการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจทางธุรกิจ

 

สรุปดีล PTTGC-SCGC แลกหุ้นไร้เงินสด ปั้นยักษ์ปิโตรเคมีติด Top 10 โลก

 

สำหรับแผนดำเนินการทั้งสองบริษัทคาดว่าจะเสนอขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในเดือนธันวาคม 2569 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับก่อน (Condition Precedent: CP) ซึ่งรวมถึงการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

 

หากได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง พร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดครบถ้วน คาดว่าจะดำเนินการปรับโครงสร้างและจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

 

การผนึกกำลังระหว่าง PTTGC และ SCGC จึงเป็นมากกว่าการรวมกำลังการผลิตของสองผู้เล่นรายใหญ่ แต่เป็นความพยายามปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรับมือกับการแข่งขันในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก โดยใช้ขนาดธุรกิจ ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบ.

 

สรุปดีล PTTGC-SCGC แลกหุ้นไร้เงินสด ปั้นยักษ์ปิโตรเคมีติด Top 10 โลก

 

ข่าวล่าสุด

รวมเกมไทยน่าสนใจ ที่เปิดให้ทดลองเล่นภายในงาน TGS 2026

รวมเกมไทยน่าสนใจ ที่เปิดให้ทดลองเล่นภายในงาน TGS 2026