posttoday
ไหลยาว! หุ้นโรงกลั่น-ปิโตรฯ ร่วงต่อ รับรัฐรื้อสูตรราคาน้ำมันหมื่นล้าน โบรกส่องกำไรกระทบจำกัด

ไหลยาว! หุ้นโรงกลั่น-ปิโตรฯ ร่วงต่อ รับรัฐรื้อสูตรราคาน้ำมันหมื่นล้าน โบรกส่องกำไรกระทบจำกัด

29 ตุลาคม 2569

หุ้นโรงกลั่นเผชิญแรงขายหนัก หลังรัฐบาลรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ถอดต้นทุนแฝงจากสูตรหน้าโรงกลั่น หวังประหยัดเงินปีละ 1 หมื่นล้านบาท ฉุด TOP-PTTGC-BCP-IRPC-SPRC ร่วงยกแผง โบรกประเมินผลกระทบกำไรบริหารจัดการได้

KEY

POINTS

  • หุ้นโรงกลั่นเผชิญแรงขายหนัก หลังรัฐบาลรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ถอดต้นทุนแฝงจากสูตรหน้าโรงกลั่น หวังประหยัดเงินปีละ 1 หมื่นล้านบาท
  • ฉุด TOP-PTTGC-BCP-IRPC-SPRC ร่วงยกแผง
  • โบรกประเมินผลกระทบกำไรบริหารจัดการได้ 

แรงขายหุ้นกลุ่มโรงกลั่นกลับมาเป็นประเด็นร้อนของตลาดหุ้นไทย หลังรัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งสำคัญ โดยสั่งถอดรายการต้นทุนค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง

 

และค่าสำรองน้ำมัน ออกจากสูตรคำนวณราคาหน้าโรงกลั่นที่ใช้อ้างอิงต้นทุนการขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์ หวังลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง และนำผลประหยัดกลับมาช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

 

มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามการแถลงของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 โดยลงนามคำสั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป

 

หลายฝ่ายประเมินต้นทุนส่วนนี้มีมูลค่าราว 10,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 ลง 1 บาทต่อลิตร และเบนซิน 91-95 ลง 0.50 บาทต่อลิตร

 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงกติกาการกำหนดราคาพลังงานสร้างความกังวลต่อนักลงทุนว่า อาจกระทบต่อค่าการกลั่นและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการในระยะถัดไป ส่งผลให้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นเผชิญแรงขายต่อเนื่อง

 

5 หุ้นโรงกลั่นร่วงยกแผง 

 

ในการซื้อขายช่วงเช้าวันที่ 29 ต.ค. 2569 หุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวลดลงถ้วนหน้า โดย PTTGC เผชิญแรงขายมากที่สุดในกลุ่ม ขณะที่ TOP และ BCP ปรับตัวลงแรงเช่นกัน สะท้อนความกังวลต่อความเสี่ยงด้านนโยบายและผลประกอบการในอนาคต

 

  • หุ้น TOP ปิดที่ 61.50 บาท ลดลง 3.75 บาท คิดเป็น -5.75% มูลค่าการซื้อขาย 2,007.32 ล้านบาท
  • หุ้น PTTGC ปิดที่ 46.75 บาท ลดลง 4.25 บาท คิดเป็น -8.33% มูลค่าการซื้อขาย 2,907.65 ล้านบาท
  • หุ้น BCP ปิดที่ 46.75 บาท ลดลง 2.75 บาท คิดเป็น -5.56% มูลค่าการซื้อขาย 844.32 ล้านบาท
  • หุ้น IRPC ปิดที่ 2.70 บาท ลดลง 0.10 บาท คิดเป็น -3.57% มูลค่าการซื้อขาย 246.70 ล้านบาท
  • หุ้น SPRC ปิดที่ 13.80 บาท ลดลง 0.40 บาท คิดเป็น -2.82% มูลค่าการซื้อขาย 460.43 ล้านบาท

 

หากพิจารณาจากกำลังการกลั่นน้ำมัน โครงสร้างอุตสาหกรรมยังมีความแตกต่างกันตามขนาดและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ โดย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP มีกำลังการกลั่นประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน

 

ขณะที่ กลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP หากรวมโรงกลั่นพระโขนงและโรงกลั่นศรีราชา (BSRC) จะมีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 294,000 บาร์เรลต่อวัน

 

ส่วน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC มีกำลังการกลั่นประมาณ 215,000 บาร์เรลต่อวัน และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ประมาณ 175,000 บาร์เรลต่อวัน 

 

สำหรับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC มีธุรกิจปิโตรเคมีเป็นองค์ประกอบสำคัญ จึงควรพิจารณาผลกระทบจากโครงสร้างธุรกิจและสัดส่วนรายได้ร่วมด้วย ไม่ใช่เปรียบเทียบเฉพาะกำลังการกลั่นเพียงอย่างเดียว

 

Regulatory Risk เป็น Overhang

 

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า อยู่ระหว่างติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบจากการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นที่ปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ 7% ในสัปดาห์นี้ ถือว่าสะท้อนข่าวลบไปมากแล้ว ทำให้ประเมินว่าราคาหุ้นเหลือ Downside ไม่มากนัก

 

แต่สิ่งที่ยังต้องติดตามคือความไม่ชัดเจนในการประเมินผลกระทบที่แท้จริง และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ (Regulatory Risk) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุนและกลายเป็นปัจจัย Overhang ต่อราคาหุ้นในระยะสั้น

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น หยวนต้ามองว่าหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำจนถึงปิโตรเคมี โดยเฉพาะบริษัทที่มีธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ เป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายราคาพลังงานในประเทศน้อยกว่า

 

ขณะเดียวกัน PTTEP และ IVL ซึ่งปรับตัวลดลงตามบรรยากาศเชิงลบของตลาดนั้น ในมุมมองของหยวนต้าไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบโดยตรงจากการปรับสูตรราคาหน้าโรงกลั่น จึงมองเป็นโอกาสทยอยสะสมเพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

 

โดยแนะนำ “ซื้อ” PTTEP ให้ราคาเหมาะสม 170 บาท และแนะนำ “TRADING” IVL ให้ราคาเหมาะสม 27.50 บาท

 

ยูโอบีเคย์เฮียนชี้ผลกระทบบริหารจัดการได้

 

ด้าน บล.ยูโอบี เคย์เฮียน มองว่า หุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากการปฏิรูปราคาน้ำมันเชื้อเพลิงรูปแบบใหม่ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2569 แต่คาดว่าผลกระทบโดยรวมต่อผู้ประกอบการยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

 

อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ การปรับลดภาระส่วนลดราคาดีเซลที่ภาครัฐขอจากโรงกลั่น โดยตั้งแต่วันที่ 1-30 พ.ย. 2569 จะปรับลดจาก 4 บาท เหลือ 2 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ดีกว่าสมมติฐานเดิมของฝ่ายวิเคราะห์

 

ด้วยเหตุนี้ จึงคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มที่ระดับ MARKET WEIGHT พร้อมชู TOP และ SCGP เป็นหุ้นเด่น

 

รื้อสูตรกระทบค่าการกลั่น 0.75 ดอลล์

 

ขณะที่ บล.กรุงศรี ระบุว่า แรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นมาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การปรับสูตรราคาหน้าโรงกลั่น และการขอส่วนลดราคาดีเซลจากผู้ประกอบการ

 

ประเด็นแรก รัฐบาลมีแผนถอดต้นทุนค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง และค่าสำรองน้ำมัน ออกจากสูตรคำนวณราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ใช้อ้างอิงมาตั้งแต่ปี 2547 โดยจะเปลี่ยนไปใช้แนวทาง Cost Plus ซึ่งอิงต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง บวกค่าการกลั่นที่เหมาะสมไม่เกิน 2.40 บาทต่อลิตร ส่วนที่เกินจากระดับดังกล่าวจะถูกนำมาคำนวณเป็นส่วนลดราคาน้ำมัน

 

ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงสูตรดังกล่าวอาจกดดันค่าการกลั่นประมาณ 0.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเป็นผลกระทบที่ยังไม่รวมอยู่ในประมาณการเดิม โดยมีผลกระทบต่อประมาณการกำไรของหุ้นแต่ละบริษัทแตกต่างกันในกรอบประมาณ 3-16%

 

ประเด็นที่สอง ภาครัฐปรับลดส่วนลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นเหลือ 2 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 1-30 พ.ย. 2569 จากเดิม 4 บาทต่อลิตรในช่วงวันที่ 16 ก.ย.-31 ต.ค. 2569 ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการปรับสูตรราคาได้บางส่วน

 

กรุงศรีประเมินว่า การลดส่วนลดดีเซลครั้งนี้อาจสร้าง Upside ต่อประมาณการกำไรประมาณ 0.3-1.4% เมื่อเทียบกับสมมติฐานเดิมของฝ่ายวิเคราะห์

 

แม้ประเด็นดังกล่าวจะสร้างจิตวิทยาเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี แต่เมื่อเทียบกับการปรับตัวลงของราคาหุ้นที่เกิดขึ้นแล้ว ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าตลาดได้สะท้อนความกังวลไปบางส่วน โดยหุ้นในกลุ่มปรับลดลงเฉลี่ยประมาณ 3.6-6% ในการซื้อขายวันก่อนหน้า และลดลงจากจุดสูงสุดของรอบนี้ประมาณ 6.5-14.4%

 

นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อยังเป็นปัจจัยที่อาจเอื้อต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมัน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และต้นทุนวัตถุดิบในระยะต่อไป


สำหรับกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้น บล.กรุงศรี มองว่าหุ้นที่น่าสนใจสำหรับทยอยตั้งรับ ได้แก่ TOP, IVL ซึ่งไม่มีธุรกิจโรงกลั่น, SCC และ PTTGC

 

ภาพรวมการปรับตัวลงของหุ้นโรงกลั่นรอบนี้จึงไม่ได้เกิดจากราคาน้ำมันหรือค่าการกลั่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนความกังวลต่อกติกาการกำหนดราคาพลังงานที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในระยะยาว


ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมี 2 ด้าน คือ ความชัดเจนของสูตรราคาหน้าโรงกลั่นใหม่และผลกระทบต่อกำไรจริงของแต่ละบริษัท รวมถึงแนวทางการขอส่วนลดราคาน้ำมันจากโรงกลั่นในระยะต่อไป


แม้โบรกเกอร์หลายแห่งประเมินว่าผลกระทบยังอยู่ในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ปรับลงไปแล้ว แต่ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจกดดันการประเมินมูลค่าหุ้น

 

ดังนั้น การเลือกลงทุนจึงต้องแยกให้ชัดระหว่างบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสูตรราคาหน้าโรงกลั่น กับบริษัทที่ราคาหุ้นปรับลดลงตามบรรยากาศตลาด แต่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวโดยตรง พร้อมติดตามทิศทางค่าการกลั่น ส่วนลดดีเซล และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่กันไป.

 

ข่าวล่าสุด

กลับมาทวงบัลลังก์ Gemini 4 Carbon จาก Google กลับมาเป็นอันดับหนึ่ง

กลับมาทวงบัลลังก์ Gemini 4 Carbon จาก Google กลับมาเป็นอันดับหนึ่ง