
ส่องงบ KTC ไตรมาส 3/69 โชว์กำไร 2,125 ล้าน โต 8.9% คุม NPL ต่ำกว่า 2%
KTC รายงานงบไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิ 2,125 ล้านบาท โต 8.9% หนุนกำไร 9 เดือนแรก แตะ 6,521 ล้านบาท พุ่ง 14.3% รับอานิสงส์ค่าใช้จ่ายลดลง 2% คุม NPL อยู่ที่ 1.92%
KEY
POINTS
- KTC ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 2,125 ล้านบาท เติบโตขึ้น 8.9% หนุนกำไร 9 เดือนแรก แตะ 6,521 ล้านบาท พุ่ง 14.3%
- การเติบโตของกำไรเป็นผลมาจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 2.0% สวนทางกับรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 0.2%
- บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 1.92% และคาดว่าจะรักษาระดับ NPL ตลอดทั้งปีไม่ให้เกินเป้าหมายที่ 2%
บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 และงวด 9 เดือน ปี 2569 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 2,125 ล้านบาท และ 6,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และ 14.3% YoY ตามลำดับ
นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC เปิดเผยว่า ภาพรวมการเติบโตของอุตสาหกรรม ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 ยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในระดับต่ำและฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง และค่าครองชีพที่ยังเป็นปัจจัยกดดัน ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ใหม่มากขึ้น
ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มยังมีความเปราะบาง ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อหลายแห่งยังคงดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพสินเชื่อและการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก
ในสภาวะที่อุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป KTC ยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 KTC รักษาส่วนแบ่งตลาดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลไว้ใกล้เคียงระดับเดิมที่ 4.2% พร้อมทั้งขยายส่วนแบ่งตลาดลูกหนี้บัตรเครดิตจาก 14.5% เป็น 14.6% และส่วนแบ่งตลาดปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรจาก 13.1% เป็น 13.3% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 กลุ่มบริษัทมีฐานรายได้รวม 6,917 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% YoY จากรายได้ดอกเบี้ย และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ ที่เพิ่มขึ้ น 1.1% YoY และ 0.4% YoY ตามลำดับ
ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 2.0% YoY อยู่ที่ 4,256 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง 16.4% YoY จากการบริหารเงินกู้ยืมให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ปรับตัวลง 1.2% YoY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเลือกใช้จ่ายด้านการตลาดที่มุ่งเน้นประสิทธิผล
ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ที่ 35.3% ลดลงเล็กน้อยจาก 35.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.9% YoY
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 กลุ่มบริษัทมีพอร์ตสินเชื่อรวม 107,717 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% YoY แบ่งเป็น พอร์ตบัตรเครดิตที่เติบโต 0.9% YoY ภายใต้แนวทางการเติบโตพอร์ตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยมีอัตราการขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรของ 9 เดือนแรก อยู่ที่ 4.7% ซึ่งขยายตัวมากกว่าอัตราการเติบโตการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของอุตสาหกรรม และพอร์ตสินเชื่อบุคคลรวมเติบโต 1.9% ขณะที่พอร์ตลูกหนี้ ตามสัญญาเช่าลดลง 30.6% YoY จากการหยุดปล่อยสินเชื่อตั้งแต่ปี 2566
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ กลุ่มบริษัทประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงและความเสี่ยงในอนาคตด้วยการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ โดยมี NPL Coverage Ratio สำหรับงวด 9 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 413.4% ลดลงจาก 426.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (%NPL) เพิ่มขึ้นเป็น 1.92% จาก 1.85% ณ งวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ทั้งนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าจะสามารถรักษาระดับ NPL ทั้งปี 2569 ให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ไม่เกิน 2% ได้
ขณะที่ Credit Cost ของกลุ่มบริษัทสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 5.1% ลดลงจาก 5.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวัง ประกอบกับการคัดกรองสินเชื่อที่เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
บริษัทมีเป้าหมายในการขยายศักยภาพการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยผ่านช่องทางที่หลากหลายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้สามารถนำเสนอความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างเหมาะสมและมีข้อเสนอที่สามารถแข่งขันได้ โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลสำหรับการขอขึ้นทะเบียนกิจกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจนายหน้าประกันภัยเพื่อเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ภายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569
นอกจากนี้ ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท วินเพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (WIN) ซึ่งเป็นพันธมิตรในงานติดตามหนี้ ให้แก่ KTC เข้ามาเป็นบริษัทย่อยของ KTC และเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB
ทั้งนี้ การซื้อ WIN ดังกล่าว เพื่อสนับสนุนแผนกลยุทธ์ในการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างรายได้ผ่านความร่วมมือของ KTC และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ KTB ในอนาคต







