posttoday
GDP 7% ไม่ใช่ฝัน! GULF ชี้ไทยต้องใช้ AI ทดแทนแรงงานหาย ดัน Productivity กู้เศรษฐกิจ

GDP 7% ไม่ใช่ฝัน! GULF ชี้ไทยต้องใช้ AI ทดแทนแรงงานหาย ดัน Productivity กู้เศรษฐกิจ

08 ตุลาคม 2569

“สมิทธ์ พนมยงค์” GULF เปิดโจทย์ใหญ่ประเทศไทยทำอย่างไรให้ GDP กลับมาโต 7% ในวันที่ประชากรลด แรงงานหาย และสังคมสูงวัย ชี้คำตอบอยู่ที่การเร่งใช้ AI ยกระดับ Productivity พร้อมสร้าง AI Ecosystem ครบ 5 ชั้น ตั้งแต่พลังงาน - Data Center - GPU - LLM - Digital Services ด้าน Data Center เปรียบเสมือนถนนของเศรษฐกิจดิจิทัล หากรัฐตั้งเงื่อนไขมากเกินไป เงินทุนและเทคโนโลยีอาจไหลไปมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม หรืออินเดีย

KEY

POINTS

  • “สมิทธ์ พนมยงค์” GULF เปิดโจทย์ใหญ่ประเทศไทยทำอย่างไรให้ GDP กลับมาโต 7% ในวันที่ประชากรลด แรงงานหาย และสังคมสูงวัย
  • ชี้คำตอบอยู่ที่การเร่งใช้ AI ยกระดับ Productivity พร้อมสร้าง AI Ecosystem ตั้งแต่พลังงาน - Data Center - Digital Services
  • ด้าน Data Center หากรัฐตั้งเงื่อนไขมากเกินไป เงินทุนและเทคโนโลยีอาจไหลไปมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม หรืออินเดีย

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวในงานสัมมนา “Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap” ในหัวข้อ Business Leaders Dialogue 2030: Driving Thailand's New Horizon ว่า ก่อนที่จะพูดถึงโอกาสการเติบโต GDP ไทย เบื้องต้นอยากเล่าให้ฟังว่าในทุกๆ 1-2 ปี คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF จะเรียกทีมงาน ทั้งนักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ และทีมพัฒนาธุรกิจเข้ามาพูดคุย 

 

โดยตั้งคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรบริษัทจึงจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทย (GDP) กลับมาเติบโตได้ถึงระดับ 7% สถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนกับช่วงปีพ.ศ.2540 ที่จำนวนประชากรยังมีอัตราการเติบโตสูง

 

ในอดีต ประเทศไทยขับเคลื่อนการเติบโตจากการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยผ่านการปล่อยสินเชื่อ เช่น โครงการบ้านหลังแรก และรถคันแรก 

 

ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ทั่วไป สมการ GDP ประกอบด้วย การบริโภคภาคเอกชน (C) เช่น มาตรการกระตุ้นของรัฐ อย่าง คนละครึ่ง, การลงทุนภาคเอกชน (I) ที่มี BOI ช่วยดึงดูดการลงทุน, การใช้จ่ายภาครัฐ (G), และดุลการค้าการส่งออก-นำเข้า (X - M)

 

แต่ในมิติเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ที่เข้าใจง่าย GDP คือ จำนวนคนในวัยแรงงาน คูณ ประสิทธิภาพในการทำงาน 

 

ปัจจุบันประชากรรวมของประเทศไทยลดลงต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ปี เนื่องจากมีเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าจำนวนคนเสียชีวิต นอกจากนี้ แรงงานจำนวนมากกำลังออกจากระบบเข้าสู่สังคมสูงวัย และกลายเป็นผู้เกษียณอายุที่ทำงานน้อยลง

 

ดังนั้นเมื่อจำนวนแรงงานลดลง ทางรอดเดียวของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ของคนในสังคม

 

GDP 7% ไม่ใช่ฝัน! GULF ชี้ไทยต้องใช้ AI ทดแทนแรงงานหาย ดัน Productivity กู้เศรษฐกิจ

 

จากแรงงานสัตว์ สู่ดิจิทัลและ AI

 

การเพิ่มประสิทธิภาพครั้งใหญ่ของโลกเกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งแรกคือการเปลี่ยนจากแรงงานคนและสัตว์มาใช้เครื่องจักร

 

และครั้งต่อมาคือเทคโนโลยีการสื่อสาร เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่และการประชุมออนไลน์ (Video / Conference Call) ซึ่งบริการของ AIS มีส่วนสำคัญในการช่วยให้คนไทยทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ก้าวถัดไปคือเทคโนโลยี AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ ยกตัวอย่างการใช้ AI ในองค์กร จากเดิมงานวิเคราะห์ข้อมูลที่เคยใช้นักวิเคราะห์ทำนานถึง 2 สัปดาห์

 

ปัจจุบัน AI สามารถประมวลผลและทำเสร็จได้ภายในเวลาเพียง 2 นาที ปัจจุบันหลายบริษัทใช้ AI ในการนำเสนอเนื้อหา (Presentation) โดยพนักงานเพียงแค่บรีฟข้อมูล แล้วให้ AI ออกมานำเสนอได้อย่างครบถ้วนและไม่ติดขัด

 

สมมติจากเดิมที่มีคนทำงาน 10 คน ในอนาคตอาจเหลือแรงงานเพียง 5 คน หากแรงงาน 5 คนนั้น สามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ 2 เท่า ผลลัพธ์จะเท่ากับแรงงาน 10 คนเดิม แต่หากแรงงาน 5 คนนั้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ 2.5 เท่า ถึง 3.5 เท่า GDP ของประเทศไทยก็จะกลับมาเติบโตเป็นบวกได้อย่างมหาศาล

 

2 หัวใจสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งทำ คือ 

 

1. เร่งการใช้งาน AI (AI Adoption) ผลักดันให้เกิดการนำ AI มาใช้ในทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็ว


2. กักเก็บ Value Chain ของ AI ให้อยู่ในประเทศ (Capture Value Chain) ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจและเงินทุนไหลออกไปต่างประเทศทุกครั้งที่มีการเรียกใช้บริการ AI จากต่างชาติ

 

GDP 7% ไม่ใช่ฝัน! GULF ชี้ไทยต้องใช้ AI ทดแทนแรงงานหาย ดัน Productivity กู้เศรษฐกิจ

 

อย่างไรก็ดี ฝ่ายบริหารของ GULF เดินหน้าจับมือกับบริษัทเทคโนโลยี AI ชั้นนำระดับโลก เช่น Google และ Core AI เพื่อนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ภาคธุรกิจไทย, SME และประชาชน

 

อีกทั้งวางเป้าหมายในการพัฒนาและรุกอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ครอบคลุม AI Stack ทั้ง 5 ชั้น เพื่อกักเก็บโครงสร้างพื้นฐานไว้ในประเทศไทย ได้แก่ พลังงาน (Clean Energy) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐาน ประมวลผล (GPU) แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model - LLM) และบริการและแอปพลิเคชันดิจิทัล (Digital Services & Applications)

 

เป้าหมายระยะยาวคือความมุ่งมั่นพัฒนาองค์ประกอบในทุกชั้นของอุตสาหกรรม AI เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย

 

GDP 7% ไม่ใช่ฝัน! GULF ชี้ไทยต้องใช้ AI ทดแทนแรงงานหาย ดัน Productivity กู้เศรษฐกิจ

 

การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ศูนย์กลางพลังงาน LNG, Digital Economy และการใช้งานเทคโนโลยี AI อย่างเต็มตัวนั้น ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับว่าพลังงานเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สุดของทุกระบบ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ราคาพลังงานจะต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

 

โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาดด้วยการอุดหนุนถ้วนหน้า อย่างที่เคยมีประสบการณ์การทำงานในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งราคาน้ำมันถูกอุดหนุนจนเหลือเพียงลิตรละประมาณ 20 บาท ส่งผลให้ประชาชนยังคงใช้รถยนต์เครื่องยนต์เก่าที่สิ้นเปลืองน้ำมัน ราว 5-6 กิโลเมตร/ลิตร โดยไม่มีแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

 

หากราคาน้ำมันที่แท้จริง ไม่มีการอุดหนุนชดเชยจากภาครัฐ อาจสูงถึงลิตรละ 50-60 บาทขึ้นไป แต่ราคาหน้าปั๊มที่เห็นประมาณ 40 กว่าบาท เกิดจากการที่ภาครัฐช่วยแบกรับภาระเอาไว้

 

เมื่อราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประชาชนและภาคธุรกิจจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ ทั้งการประหยัดพลังงานมากขึ้น และเลือกใช้เฉพาะเวลาที่จำเป็น หรือหันมาเลือกใช้รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น มีการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปที่บ้าน เพื่อชาร์จรถ EV เอง แทนการพึ่งพาน้ำมันที่มีราคาสูงถึงลิตรละ 60-70 บาท ส่งผลให้การนำเข้าพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุด

 

การอุดหนุนราคาแบบตรึงเพดานผลิตภัณฑ์ เช่น ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ทำให้ผู้ที่ขับรถราคาสูงหรือรถหรู เช่น รถยนต์ยุโรป หรือ Benz เครื่องยนต์ดีเซล ได้รับเงินอุดหนุนไปด้วย ซึ่งไม่มีความจำเป็น และยิ่งทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้เปลี่ยนช้าลง รัฐไม่ได้มีงบประมาณไม่จำกัด หากสงครามหรือวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ

 

ปัจจุบันลากยาวมาครึ่งปี การอุดหนุนถ้วนหน้าจะกลายเป็นภาระหนี้สินที่ประชาชนต้องจ่ายคืนในอนาคต แม้ภาครัฐจะพยายามเกลี่ยราคาเพื่อไม่ให้ผันผวน แต่จะทำให้พฤติกรรมประชาชนเปลี่ยนช้าลง เพราะไม่ได้รับรู้ถึงต้นทุนจริง ดังนั้นควรปรับจากการอุดหนุนที่ตัว "ผลิตภัณฑ์" เปลี่ยนมาเป็นการอุดหนุนเฉพาะ "บุคคลหรือกลุ่มที่จำเป็นจริง" และอุดหนุนเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศ

 

GDP 7% ไม่ใช่ฝัน! GULF ชี้ไทยต้องใช้ AI ทดแทนแรงงานหาย ดัน Productivity กู้เศรษฐกิจ

 

นายสมิทธ์ กล่าวว่า เทรนด์ใหญ่ของโลกที่สำคัญ และประเทศไทยต้องมองไปข้างหน้า ก็คือเรื่องของ “ธุรกิจดิจิทัล” หรือ Digital Economy โดยธุรกิจดิจิทัลมี Ecosystem หรือมี Stack ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันอยู่หลายระดับ แน่นอนว่าเป้าหมายของเรา คืออยากให้เกิดการจ้างงานในประเทศ อยากให้คนไทยสามารถทำงานด้านซอฟต์แวร์ เป็นโปรแกรมเมอร์ และมีรายได้ในระดับหลายแสนบาท หรือบางตำแหน่งอาจมีรายได้ถึงหลักล้านบาทต่อเดือน เพราะนี่คือกลุ่มงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงให้กับเศรษฐกิจ

 

แต่ก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องมี “โครงสร้างพื้นฐาน” เสียก่อน โดยเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับการสร้างถนนไปยังเมืองใหม่ ถ้าไม่มีถนน ธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ปลายทางก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร สนามกอล์ฟ สวนสนุก หรือธุรกิจบริการต่างๆ เพราะฉะนั้น ถนนต้องมาก่อน แล้วธุรกิจอื่นๆ จึงจะสามารถเข้ามาต่อยอดได้

 

Data Center เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ถ้าเราอยากให้เกิดธุรกิจดิจิทัลที่ต่อเนื่อง อยากให้เกิด Software Developer อยากให้มี Programmer มี AI Engineer หรือบุคลากรด้านเทคโนโลยีต่างๆ เราก็จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับธุรกิจเหล่านี้เสียก่อน ฉะนั้น ส่วนตัวมองว่า Data Center ไม่ใช่ปลายทางของ Digital Economy แต่เป็นหนึ่งในถนนที่จะพาเราไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม วันนี้เรื่องการสร้าง Data Center กำลังเกิดกระแสต่อต้านหรือมีความกังวลจากสังคม ซึ่งส่วนตัวเข้าใจว่าภาครัฐเองก็กำลังพิจารณาเรื่องนี้ และมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม

 

GDP 7% ไม่ใช่ฝัน! GULF ชี้ไทยต้องใช้ AI ทดแทนแรงงานหาย ดัน Productivity กู้เศรษฐกิจ

 

ดังนั้นสิ่งที่อยากฝากภาครัฐ คือ เราต้องรับฟังกระแสสังคม แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องใช้ความรู้ ใช้ข้อมูล และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจด้วย ต้องแยกให้ออกว่า สิ่งที่สังคมกังวลนั้นเป็น “ความเสี่ยงที่มีพื้นฐานหรือมีข้อมูลรองรับจริง” หรือเป็นเพียง “ความกลัว” ที่เกิดจากการรับข้อมูลบางกรณีแล้วนำมาเหมารวมทั้งหมด

 

ยกตัวอย่างเช่น มีการพูดถึงกรณีการสร้าง Data Center ในรัฐ Nevada ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำ หากมีการนำกรณีดังกล่าวมาเป็นตัวอย่างเพื่อเตือนเรื่องการใช้ทรัพยากร ผมคิดว่าเราต้องดูบริบทด้วยว่า ประเทศไทยกับพื้นที่เหล่านั้นเหมือนกันหรือไม่

 

ประเทศไทยมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน เรามีน้ำ เรามีไฟฟ้า และเรามีโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างที่สามารถนำมาต่อยอดได้ เพราะฉะนั้น ถ้าความเสี่ยงนั้นเป็นความเสี่ยงจริง มีข้อมูลรองรับ และมีผลกระทบที่เราต้องป้องกัน แน่นอนว่าเราควรมีกฎเกณฑ์และการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

 

แต่ถ้าความกังวลบางเรื่องเกิดจากการนำกรณียกเว้น หรือกรณีเฉพาะของประเทศอื่นมาใช้เป็นมาตรฐานกับประเทศไทยทั้งหมด เราต้องระมัดระวัง เพราะสุดท้ายเราอาจกำลังสร้างเงื่อนไขที่มากเกินความจำเป็น

 

และเมื่อเราสร้างเงื่อนไขมากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องถามตัวเองด้วยว่า คู่แข่งของเรากำลังทำอะไรอยู่ ประเทศไทยไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก และไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่ต้องการดึงดูด Data Center หรือ Hyperscaler เข้ามาลงทุน อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรืออินเดีย ต่างก็ต้องการเงินลงทุน เทคโนโลยี และธุรกิจเหล่านี้เหมือนกัน และหลายประเทศก็พร้อมที่จะเปิดรับการลงทุนเหล่านี้

 

เพราะฉะนั้น นักลงทุนมีทางเลือก ถ้าประเทศไทยตั้งเงื่อนไขบางอย่างที่มากกว่าประเทศคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนก็สามารถเลือกไปประเทศอื่นได้ทันที เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเงินทุนในโลกปัจจุบันเคลื่อนย้ายได้ง่ายมาก เทคโนโลยีก็ไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง

 

ดังนั้น ส่วนตัวมองว่ามาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐกำลังพิจารณาและจะออกมาในอนาคต เราควรรับฟังกระแสสังคมอย่างเต็มที่ แต่ต้องใช้ความรู้และวิจารณญาณประกอบด้วย เราต้องถามว่า สิ่งที่เรากำลังกังวลนั้นเป็นความเสี่ยงที่มี Foundation หรือมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงรองรับจริงหรือไม่

 

ถ้าจริงเราควรมีมาตรการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม แต่ถ้ามันเกิดจากความกลัว แล้วเราไปออกเงื่อนไขตามความกลัว หรือตามความเชื่อ โดยไม่ได้ดูบริบทที่แท้จริง เราอาจสร้างกฎเกณฑ์ที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในการแข่งขันโดยไม่จำเป็น

 

สุดท้ายแล้ว เงินลงทุนเหล่านี้ เทคโนโลยีเหล่านี้ ก็อาจไหลไปยังประเทศคู่แข่งของเรา ซึ่งพร้อมเปิดรับมากกว่า ลองคิดดูว่า วันนี้เรากำลังพูดกันถึงการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้าน เวียดนามมี GDP เติบโตเท่าไร อินโดนีเซียมี GDP เติบโตเท่าไร ขณะที่ประเทศไทยเติบโตเท่าไร ถ้าเราบอกว่าเราอยากโต แต่ในเวลาเดียวกันเราไปตั้งเงื่อนไขต่างๆ มากมายจนทำให้การลงทุนเข้ามายากขึ้น เราก็ต้องถามตัวเองว่า แล้วเราจะโตอย่างไร

 

ทั้งนี้ส่วนตัวไม่ได้หมายความว่าเราต้องปล่อยทุกอย่างโดยไม่มีการกำกับดูแล แต่เราต้องออกแบบกฎเกณฑ์ให้เหมาะสมกับบริบทของเรา และต้องดูคู่แข่งด้วย ถ้าเราอยากตั้งมาตรฐานที่ดี เราควรตั้งมาตรฐานที่ทำให้ประเทศดีขึ้น แต่ต้องไม่ใช่มาตรฐานที่ทำลายความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง

 

"ผมอาจจะพูดให้เห็นภาพว่า ถ้าเราอยากโต แต่เราไปตั้งมาตรฐานแบบมาตรฐานยุโรป ทั้งๆ ที่รายได้ของเรายังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของยุโรป เราก็อาจจะไม่มีวันได้เป็นยุโรป เพราะเราเป็นยุโรปตั้งแต่ก่อนที่เราจะเป็น ดังนั้น เรื่องนี้ต้องมองให้สมดุล"

 

ภาคธุรกิจเอง แน่นอนว่าอยากนำสิ่งดีๆ เข้ามาอยู่ในประเทศ เราต้องการให้ Value หรือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากธุรกิจเหล่านี้อยู่ในประเทศไทย เราต้องการให้เกิดการสร้างงาน ต้องการให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่มีรายได้สูง และต้องการให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ตามมา

 

แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาก่อน เหมือนกับที่ผมบอกว่า ถ้าไม่มีถนนไปเมืองปลายทาง โรงแรมก็ไม่เกิด ร้านอาหารก็ไม่เกิด ธุรกิจอื่นๆ ก็ไม่เกิด ในโลกดิจิทัลก็เหมือนกัน ถ้าเราต้องการให้มี Software Programmer มี AI Engineer มี Data Scientist หรือบุคลากรด้านเทคโนโลยีในระดับต่างๆ เราต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับก่อน วันนี้เรากำลังอยู่ในจุดสำคัญ เพราะภาครัฐกำลังพิจารณาและตัดสินใจเรื่องนี้


ฝากภาครัฐคิดรอบคอบ

 

สิ่งที่อยากฝากไปถึงภาครัฐก็คือ อยากให้คิดให้รอบคอบ และอยากให้ดูให้ดีว่า กระแสที่เกิดขึ้นนั้นจริงหรือไม่จริง มีข้อมูลรองรับมากน้อยแค่ไหน และมาตรการที่เรากำลังจะตั้งขึ้นมานั้นเหมาะสมแล้วหรือยัง ที่สำคัญ อย่ามองเฉพาะประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ต้องมองประเทศคู่แข่งรอบข้างด้วย

 

เพราะในโลกวันนี้ เม็ดเงินสามารถไหลไปได้ง่ายมาก ถ้าเราสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสม เราก็มีโอกาสดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ๆ เข้ามา และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับคนไทย

 

แต่ถ้าเราตั้งเงื่อนไขมากเกินไป จนต้นทุนการประกอบธุรกิจสูงกว่าประเทศอื่น เราก็ต้องยอมรับว่า นักลงทุนมีทางเลือก และเขาอาจเลือกไปประเทศที่พร้อมเปิดรับมากกว่า

 

ดังนั้น ผมคิดว่าโจทย์ของประเทศไทยไม่ใช่แค่เรื่องว่า “จะรับหรือไม่รับ Data Center” แต่คือเราจะออกแบบระบบนิเวศน์อย่างไร ให้เราสามารถรับการลงทุนได้อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เราต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดขึ้นก่อน แล้วใช้โครงสร้างพื้นฐานนั้นเป็นฐานในการต่อยอดไปสู่ธุรกิจดิจิทัลอื่นๆ 

 

เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่แค่การมี Data Center อยู่ในประเทศไทย แต่คือการทำให้ประเทศไทยสามารถสร้าง Ecosystem ของเศรษฐกิจดิจิทัลขึ้นมาได้จริง และถ้าเราทำได้ สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่แค่เงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่จะเป็นงานใหม่ เทคโนโลยีใหม่ บริษัทใหม่ ทักษะแรงงานใหม่ และโอกาสใหม่ๆ สำหรับคนไทยในอนาคต.


 

GDP 7% ไม่ใช่ฝัน! GULF ชี้ไทยต้องใช้ AI ทดแทนแรงงานหาย ดัน Productivity กู้เศรษฐกิจ

 

ข่าวล่าสุด

“ประสิทธิ์” CPF เตือนโลกเสี่ยงขาดแคลนอาหาร ไทยเลิกแข่ง “ปริมาณ” เร่งยกระดับทั้งห่วงโซ่

“ประสิทธิ์” CPF เตือนโลกเสี่ยงขาดแคลนอาหาร ไทยเลิกแข่ง “ปริมาณ” เร่งยกระดับทั้งห่วงโซ่