
10 วันเขย่า THAI ฉุดหุ้นดิ่ง 8% กระเป๋าหมื่นใบเปิดชนวน บอร์ดสั่งสอบ 30 วัน
วิกฤต “หุ้นการบินไทย” ลากยาวกว่าสัปดาห์ จากเที่ยวบินล่าช้า-ยกเลิก กระเป๋าผู้โดยสารตกค้างนับหมื่นใบ สู่คำสั่งบอร์ดตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบทานการบริหารวิกฤต ก่อนมีมติให้ “ชาย เอี่ยมศิริ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ CEO พร้อมตั้ง “พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร” สางปม Ground Handling ขณะที่ราคาหุ้น THAI ดิ่งหนักกว่า -8% เหลือ 5.70 บาท ตลาดจับตา 30 วันต่อจากนี้ เป็นเพียงการซ่อมระบบ หรือถึงขั้นเขย่าโครงสร้างบริหารครั้งใหญ่
KEY
POINTS
- วิกฤต “หุ้นการบินไทย” ลากยาวกว่าสัปดาห์ จากเที่ยวบินล่าช้า-ยกเลิก กระเป๋าผู้โดยสารตกค้างนับหมื่นใบ สู่คำสั่งบอร์ดตรวจสอบข้อเท็จจริง
- ตั้ง “พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร” สางปม Ground Handling ขณะที่ราคาหุ้น THAI ดิ่งหนักกว่า -8% ตลอดสัปดาห์ เหลือ 5.70 บาท
- ตลาดจับตา 30 วันจากนี้เป็นเพียงการซ่อมระบบหรือถึงขั้นเขย่าโครงสร้างบริหารครั้งใหญ่
วิกฤตของ "บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI" ในช่วงปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 ไม่ได้จบลงเพียงปัญหาเที่ยวบินล่าช้าหรือกระเป๋าสัมภาระตกค้าง แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของระบบบริหารจัดการในภาวะวิกฤตของสายการบินแห่งชาติ
จุดเริ่มต้นมาจากสถานการณ์น้ำท่วมและปัญหาการจัดการภาคพื้นบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังคน การลำเลียงสัมภาระ และกระบวนการให้บริการ จนเกิดเที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกจำนวนมาก ขณะที่กระเป๋าของผู้โดยสารตกค้างนับหมื่นใบ
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 25 กันยายน-2 ตุลาคม 2569 ก่อนที่เรื่องจะขยับจาก “วิกฤตปฏิบัติการ” ไปสู่ “วิกฤตการบริหาร”
จากกระเป๋าตกค้าง สู่สอบข้อเท็จจริง
ในการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งพิเศษที่ 9/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2559 ได้พิจารณาให้ดําเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบทานกระบวนการในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตเพื่อยกระดับการบริหารงานของบริษัทฯ และรายงานผลต่อคณะกรรมการบริษัทฯ โดยเร็วที่สุด
พร้อมกันนั้น บอร์ดมีมติให้นายชาย เอี่ยมศิริ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบทานดังกล่าว และแต่งตั้งให้นายสัมฤทธิ์ สําเนียง กรรมการ ปฏิบัติหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2559
"ชาย" แจงปมไวน์
ขณะที่ นายชาย เอี่ยมศิริ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลส่วนตัว ชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อไวน์ว่ามีกล่าวหาว่าตนเองล้วงลูก ดึงมาดำเนินการเองและผูกไปถึงเรื่องทุจริต ซึ่งเกิดจากการนำเสนอของสื่อบางคน
ขอยืนยันในการทำงานโดยเฉพาะเกี่ยวกับการจัดซื้อไวน์ มีขั้นตอนขบวนการเป็นไปตามระเบียบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา หากแม้ว่าเป็นเรื่องจริง ฝ่ายตรวจสอบภายในและคณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่จะต้องดำเนินการ
"ตลอด 41 ปีของการทำงาน ผมไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อยเกี่ยวกับการทุจริต ท่านสื่อเหล่านั้นก็ถามต่อว่าอดีตไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นจะไม่ทำ ตอบคือเป็นหน้าที่ของกระบวนการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เป็นเรื่องสื่อมโนเอาเอง เรื่องอื่นผมยอมรับฟังได้ แต่เรื่องผมทุจริต ผมยอมไม่ได้จริงๆ"
ทั้งนี้ตนเป็น DD ที่มีฐานะการเงินด้อยที่สุดของ DD การบินไทยอยู่แล้ว และยินดีให้หน่วยงานใดๆในประเทศนี้มาตรวจสอบ พร้อมของดเรื่องดราม่าใดใดในพื้นที่ส่วน โดยเฉพาะถ้อยคำที่ไม่ให้เกียรติและสุภาพ
"ธัชชัย" สางปม Ground Handling
ล่าสุด คณะกรรมการบริษัทมอบหมายให้ "พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร" รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะกรรมการการบินไทย ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อให้การแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างละเอียดรอบด้านและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
โดยขอบเขตการตรวจสอบจะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบสาเหตุของความเสียหายที่เกิดขึ้นและแนวทางการรับมือต่อปัญหากระเป๋าสัมภาระตกค้างและการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา
รวมถึงการตรวจสอบโครงสร้างการบริหารจัดการพนักงานภาคพื้น ทั้งในส่วนของระบบการว่าจ้างผ่านบริษัทเอาต์ซอร์ส อย่าง บริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส จำกัด ตลอดจนการจัดสรรกำลังพลเพื่อรองรับภาวะวิกฤตน้ำท่วมว่ามีความเหมาะสมหรือไม่
การตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเร่งดำเนินการ และต้องรายงานความคืบหน้าผลการตรวจสอบให้บอร์ดการบินไทยรับทราบภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง เพื่อสรุปผลความเสียหายทั้งในเชิงปฏิบัติการและเชิงกฎหมาย ก่อนพิจารณากำหนดบทลงโทษหรือมาตรการป้องกันในลำดับถัดไป
แยกแฟ้มสอบไวน์ 8.6 แสนขวด
สำหรับคณะกรรมการตรวจสอบชุดใหม่นี้ จะเป็นคนละชุดกับคณะกรรมการตรวจสอบกรณีการจัดซื้อไวน์ จำนวน 860,000 ขวด มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท ของอดีตซีอีโอการบินไทย ซึ่งได้มีการแต่งตั้งและตรวจสอบไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อหรือการใช้อำนาจของผู้บริหาร จนกว่าคณะกรรมการสอบสวนจะตรวจสอบเอกสาร สัญญา กระบวนการอนุมัติ และผู้เกี่ยวข้องครบถ้วน
ดราม่า 1 สัปดาห์ร่วงกว่า 8%
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่ในระดับการบริหาร แต่สะท้อนผ่านความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น THAI ปิดการซื้อขายวันที่ 5 ตุลาคม 2569 อยู่ที่ 5.65 บาท ลดลง -0.05 บาท คิดเป็น -0.88% มูลค่าการซื้อขาย 454.93 ล้านบาท โดยการซื้อขายระหว่างวันราคาปรับขึ้นสูงสุด 5.80 บาท และลดลงต่ำสุด 5.60 บาท
หากนับช่วงวันที่ 25 กันยายน - 2 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงประเด็นวิกฤตการดำเนินงานร้อนแรง ราคหุ้น THAI ลดลง -8.06% จาก 6.15 บาท มาอยู่ที่ 5.70 บาท
และนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ระหว่างวันที่ 5 มกราคม ถึง 2 ตุลาคม 2569 ราคาหุ้นร่วง -17.99% จาก 7.10 บาท เหลือ 5.70 บาท
ตลาดจึงกำลังประเมินไม่เพียงผลกระทบจากเที่ยวบินที่ลดลง แต่รวมถึงคำถามว่า วิกฤตครั้งนี้จะกระทบความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการบริหารจัดการของ THAI ในระยะยาวหรือไม่
Q4 กระทบจำกัด
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตามที่คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์น้ำท่วมช่วงปลาย ก.ย. 2569 รวมถึงสอบทานกระบวนการบริหารจัดการภาวะวิกฤต
โดยระหว่างตรวจสอบมีมติให้ CEO หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างตรวจสอบ และแต่งตั้งคุณสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการบริษัท ปฏิบัติหน้าที่ CEO แทน ตั้งแต่ 2 ต.ค.2569
จากข้อมูลล่าสุด THAI กลับมาให้บริการทุกเที่ยวบินตั้งแต่ 3 ต.ค. หลังมีการปรับลดเที่ยวบินช่วงวันที่ 1-2 ต.ค. จำนวน 15 และ 9 เที่ยวบิน ตามลำดับ
สำหรับระยะสั้น ผลจากกระทบจากการปรับลดเที่ยวบิน เทียบกับเที่ยวบินของ TG ทั้งหมดที่สุวรรณภูมิ ซึ่งเฉลี่ยช่วง ส.ค. อยู่ที่ราว 120 เที่ยวบินต่อวัน เฉพาะ Departure จึงมองว่าผลกระทบต่อทั้งไตรมาส 4/2569 จากเหตุการณ์ดังกล่าวยังจำกัด
ระยะถัดไป ให้น้ำหนักกับการตรวจสอบและแนวทางแก้ไขปัญหา Ground Handling ในระยะยาว ทั้งความเพียงพอของกำลังคน อุปกรณ์ และกระบวนการรองรับภาวะฉุกเฉิน เพื่อลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำ โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้า High season
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับพนักงานงวดครึ่งแรกของปี2569 คิดเป็นสัดส่วน 12% ของ OPEX ภายใต้ Sensitivity analysis ทุก 10% ของค่าใช้จ่ายพนักงานที่เปลี่ยนแปลง จะส่งผลให้กำไรฯ เปลี่ยนแปลง 7%
ด้านการบริหาร โดยแม้ CEO มีกำหนดครบวาระใน ม.ค.2570 แต่อาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทฯ ซึ่งยังต้องติดตามต่อไป
กำไรปี70ฟื้นแต่น้ำมันคือโจทย์ใหญ่
ภาพรวมผลต่อประมาณการปี 2570 ยังให้น้ำหนักกับ Jet fuel สัดส่วนราว37% ของ OPEX เป็นตัวแปรหลักต่อการฟื้นตัวของกำไรฯ โดยประมาณการกำไรปกติ ปี 2570 ฟื้นตัว 25% จากฐานต่ำ อยู่บนสมมติฐาน Jet fuel ที่ 117 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อิง IATA Jet fuel YTD ถึง 25 ก.ย.2529 เฉลี่ยอยู่ที่ 161 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อิง PER ที่ 9 เท่า ต่ำกว่า Median สายการบินในภูมิภาคที่12 เท่ารองรับความไม่แน่นอนข้างต้น ได้ ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 6.80 บาท คงคำแนะนำ “Buy เชิง Tactical” ไม่ใช่ Core พอร์ตในกลุ่มท่องเที่ยว เมื่อเทียบกับ CENTEL ตามด้วย AOT หลังราคาหุ้นจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ลดลง - 18% มากสุดในกลุ่มฯ เทียบ SET เพิ่มขึ้น 25% สะท้อนแรงกดดันไปพอควร
Tactical trigger Brent ยืนต่ำกว่า 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มีแนวโน้มเป็น Sentiment บวกต่อราคาหุ้น แนวโน้มของราคา Sideways มองแนวรับ 5.40 - 5.60 บาท ส่วนแนวต้าน 5.90 - 6.30 บาท
ความเสี่ยงและSensitivity Analysis
1. การแข่งขันในกลุ่มสายการบิน โดยทุก 1% ของปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (Available Seat Kilometers หรือ ASK) ที่เปลี่ยนแปลง จะส่งผลต่อกำไรฯ ราว 2% ในขณะที่ Cabin factor จะมีผลต่อกำไรฯ 5% และ Passenger yieldจะทำให้กำไรเปลี่ยนแปลง 4%
2. ต้นทุนน้ำมันเครื่องบินสูงขึ้น โดย Jet fuel ที่เปลี่ยนแปลงทุก 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากสมมติฐาน จะส่งผลให้กำไรฯ เปลี่ยนแปลงประมาณ 22%
3. Operating profit margin (OPM) ที่เปลี่ยนแปลงจาก Non-fuel cost โดยทุก 1% ของ OPM ที่เปลี่ยนแปลงจะกระทบต่อกำไรฯ ราว 7%.







