
คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ขัด รธน. ปลดล็อคการเมือง หนุน 7 กลุ่มหุ้นเด่น
ศาล รธน.วินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ปลดล็อคการเมือง เดินหน้างบประมาณปี 70 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนหุ้นรับเหมาฯ-แบงก์-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว-นิคมฯ-โรงไฟฟ้า-อิเล็กฯ เด่น
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ
- คำตัดสินดังกล่าวส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐสามารถดำเนินต่อไปได้
- โบรกฯ คาดการณ์ว่าหุ้นใน 7 กลุ่มจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, นิคมอุตสาหกรรม, ธนาคารพาณิชย์, ค้าปลีก, ท่องเที่ยว, โรงไฟฟ้า และเทคโนโลยี
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยขจัดความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย
โดยศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง พร้อมชี้แจงว่ากระบวนการลงคะแนนยังคงเป็นไปโดยลับและไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลสามารถเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งนับเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและปลดล็อคแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index) อย่างมีนัยสำคัญ
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาล (ขั้วน้ำเงิน) สามารถเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้ผลลัพธ์ที่สำคัญในระยถัดไป คือ งบประมาณปี 2570 จะสามารถเบิกจ่ายและเดินหน้าได้ตามปกติ ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับประเทศไม่สะดุด เช่น โครงการ TISA, โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และ ไทยเที่ยวไทยพลัส เป็นต้น
ปัจจัยนี้ช่วยปลดล็อคความกังวลให้กับหุ้นหลายกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐ อาทิ รับเหมาก่อสร้าง, ธนาคารพาณิชย์, ค้าปลีก และท่องเที่ยว เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเด็นที่ต้องติดตาม ซึ่งอาจเข้ามากระทบความเชื่อมั่นได้ ทั้งทางการเมืองนอกสภา-ก่อม็อบ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเดือนหน้า
บล.กรุงศรี มองกรณีดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อ SET Index เนื่องจากช่วยเพิ่มความชัดเจนทางการเมือง และเปิดทางให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าบริหารประเทศได้ตามปกติ
สำหรับกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่
กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้รับปัจจัยบวกโดยตรงจากการลดความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความต่อเนื่องของการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการอนุมัติและเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Project) หุ้นเด่น ได้แก่ STECON, CK, PYLON และ SEAFCO
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังว่านโยบายภาครัฐด้านการลงทุนต่างประเทศ (FDI) การพัฒนา EEC และการลงทุน Data Center จะเดินหน้าต่อเนื่อง หุ้นเด่น ได้แก่ AMATA และ WHA
กลุ่มโรงไฟฟ้า หุ้นเด่น ได้แก่ GULF และ GPSC
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ผลการตัดสินคดีนี้ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทย และส่งผลเชิงบวกต่อภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เนื่องจากช่วยให้รัฐบาลชุดปัจจุบันสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ และเดินหน้าผลักดันมาตรการกระตุ้นการบริโภคช่วงท้ายในไตรมาส 4/2569 รวมถึงมาตรการกระตุ้นการลงทุน เช่น โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้โมเดล PPP และ Thailand FastPass ในปี 2570
นอกจากนี้ โครงการสำคัญที่รัฐบาลตั้งเป้าดำเนินการให้เสร็จคือ การกำหนดเกณฑ์ใหม่ในการกำกับดูแลการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคณะรัฐมนตรีตั้งเป้าจะบังคับใช้เกณฑ์ดังกล่าว
สำหรับกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง นักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นรับเหมาที่รับงานดาต้าเซ็นเตอร์ ควรเลือกลงทุนใน บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON
ส่วนนักลงทุนที่เน้นหุ้น laggard ที่เน้นโครงการแบบดั้งเดิม (conventional) ซึ่งมีเสถียรภาพมากกว่า แนะนำให้ลงทุนใน บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK
ในส่วนของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม มองว่า บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA น่าจะตอบรับในเชิงบวกเมื่อมีความคืบหน้าเกี่ยวกับเกณฑ์การกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์
ขณะที่หุ้นในธีมเทคโนโลยี ยังคงแนะนำ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA และ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ซึ่งประเมินว่าเป็นหุ้นที่สามารถเก็งกำไรในประเด็น AI ได้โดยตรงมากกว่าหุ้นตัวอื่น ๆ ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย







