
BGRIM เปิดเกมไฟฟ้ายุค AI ปลดล็อก Direct PPA - Smart Grid ดันก๊าซ-พลังงานสะอาด รับคลื่นลงทุนใหม่
คลื่นลงทุน AI - Data Center เร่งโจทย์ไฟฟ้าไทย BGRIM ชี้ต้องเปลี่ยนจากมีไฟใช้ สู่ “ไฟมั่นคง สะอาด ต้นทุนแข่งขันได้” พร้อมปลดล็อก Direct PPA ใช้ไฟส่วนเกิน ยกระดับ Smart Grid ผสาน ก๊าซธรรมชาติ - พลังงานสะอาด - แบตเตอรี่ - Data Center พร้อมยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจในเวียดนามและมาเลเซีย รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่
KEY
POINTS
- คลื่นลงทุน AI - Data Center เร่งโจทย์ไฟฟ้าไทย BGRIM ชี้ต้องเปลี่ยนจากมีไฟใช้ สู่ “ไฟมั่นคง สะอาด ต้นทุนแข่งขันได้”
- พร้อมปลดล็อก Direct PPA ใช้ไฟส่วนเกิน ยกระดับ Smart Grid ผสาน ก๊าซธรรมชาติ - พลังงานสะอาด - แบตเตอรี่ - Data Center
- ยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจในเวียดนามและมาเลเซีย รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของระบบพลังงานโลก จากยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด และ การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมใหม่ อย่าง AI, Data Center, Semiconductor และ Electronics ความต้องการไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการมี “ไฟฟ้าเพียงพอ” แต่ต้องเป็นไฟฟ้าที่ มั่นคง สะอาด มีคุณภาพ และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ เพื่อรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
“นพเดช กรรณสูต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เผยมุมมองว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทยกำลังเข้าสู่บทใหม่ ตั้งแต่ระบบสายส่งและสายจำหน่ายในนิคมอุตสาหกรรม
ตลอดจนการเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้า การพัฒนา Smart Grid การใช้พลังงานหมุนเวียน และการรองรับ Data Center
BGRIM ซึ่งดำเนินธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างยาวนานตลอด 148 ปี ปัจจุบันมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรม 11 แห่ง รวมถึงระบบสายส่งที่มีระยะทางประมาณ 214 กิโลเมตร ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
จากยุคอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมยานยนต์ มาถึงยุคดิจิทัลและ AI ความต้องการของลูกค้ากำลังเปลี่ยนจาก “มีไฟใช้” ไปสู่ “ไฟฟ้าที่ต้องเชื่อถือได้ตลอดเวลา” โดยเฉพาะ Data Center และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งต้องการทั้ง Reliability, Clean Energy และ Competitive Cost
จุดเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไทย
ประเทศไทย กำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการปฏิรูประบบพลังงาน โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า “นพเดช” มองว่าการเปิดเสรีไฟฟ้าจะเป็นอีกบทหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไทย
เพราะหากสามารถเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าจากระดับนิคมอุตสาหกรรมเข้ากับ Smart Grid ระดับประเทศได้จะทำให้เกิดระบบซื้อขายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และในระยะยาวสามารถเชื่อมโยงกับระบบพลังงานของประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้
ภาพใหญ่จึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง Energy Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่แหล่งพลังงาน ระบบผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย ไปจนถึงผู้ใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งยังมีบทบาทเป็นพลังงานฐาน ไปจนถึงชีวมวล ไบโอแก๊ส พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน
ทั้งหมดต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนและ Net Zero 2050 ได้ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน
ก๊าซต้องเดินคู่พลังงานสะอาด
แม้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด แต่ ก๊าซธรรมชาติ ยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน เหตุผลสำคัญคือ ภาคอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะ Data Center, AI, Semiconductor และ Electronics ต้องการไฟฟ้าที่มีความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพสูง
ประเทศไทย ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศ ควบคู่กับความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย รวมถึงการนำเข้า LNG เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
แม้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งและความผันผวนของตลาดพลังงาน ราคา LNG อาจอยู่ในระดับสูง แต่ในระยะยาว หากตลาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติ LNG สามารถเข้ามามีบทบาทในการสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการทำสัญญาระยะยาว ซึ่งจะช่วยบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ก๊าซ” กับ “พลังงานสะอาด” แต่คือการออกแบบระบบให้ทั้งสองส่วนทำงานร่วมกัน ก๊าซทำหน้าที่เป็นพลังงานฐาน ขณะที่พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานเข้ามาเสริมความสะอาดและความยืดหยุ่นของระบบ
PDP2026 เริ่มจากใช้ของที่มีเต็มที่
เมื่อพูดถึง PDP ฉบับใหม่ “นพเดช” เสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า ก่อนที่ไทยจะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานใหม่จำนวนมาก ควรเริ่มจากการนำกำลังการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อน
โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและยังสามารถผลิตไฟฟ้าและไอน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง
แนวทางหนึ่ง คือ การพิจารณาต่ออายุสัญญาของโรงไฟฟ้า IPP และ SPP ที่ยังมีประสิทธิภาพและมีความจำเป็นต่อระบบ
“นพเดช” ระบุว่าได้เสนอแนวทางดังกล่าวต่อภาครัฐ โดยบริษัทมีโรงไฟฟ้าประมาณ 22 แห่ง กำลังการผลิตรวม 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการจ่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
เหตุผลสำคัญคือปัจจุบันการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับโรงไฟฟ้าใหม่อาจต้องใช้เวลาหลายปี โดยเฉพาะกังหันก๊าซและชิ้นส่วนสำคัญที่มีข้อจำกัดด้าน Supply Chain
ดังนั้น การรักษากำลังผลิตที่มีอยู่และยังมีประสิทธิภาพเอาไว้ จึงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานรุ่นใหม่จะพร้อม
Quick Win ปลดล็อกไฟส่วนเกินก่อนสร้างใหม่
หนึ่งในข้อเสนอที่ BGRIM ให้ความสำคัญ คือ การแก้ไขกฎระเบียบเพื่อเปิดให้สามารถนำไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วในระบบมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ไฟฟ้าจากโซลาร์ที่ผลิตได้ในช่วงกลางวัน หรือช่วงวันหยุดที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง หากระบบยังไม่สามารถนำไฟฟ้าส่วนเกินดังกล่าวไปใช้กับผู้ใช้รายอื่นได้ ก็อาจกลายเป็นพลังงานที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่
ในมุมของ “นพเดช” นี่คือ Quick Win ที่สามารถทำได้ก่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซที่มีอยู่ หากมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าและมีไฟฟ้าส่วนเกิน แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ
การปลดล็อกให้สามารถขายไฟให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้เคียงได้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการแบ่งแผนออกเป็น 3 ระยะ
- ระยะสั้น คือ ปลดล็อกกฎระเบียบและใช้กำลังผลิตที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ
- ระยะกลาง คือ เตรียมพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ Data Center Campus, Semiconductor และ Electronic Complex
- ระยะยาว คือ พัฒนาการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า การนำเข้า LNG และระบบพลังงานสะอาดให้สามารถทำงานร่วมกันได้
Direct PPA ติดโจทย์กฎระเบียบ
ประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ “Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง” ปัจจุบันโครงสร้างตลาดยังมีข้อจำกัดว่าผู้ซื้อไฟฟ้าและผู้ขายไฟฟ้าสามารถทำธุรกรรมกันได้ในรูปแบบใดและพื้นที่ใด
“นพเดช” มองว่าหากเปิดให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนได้กว้างขึ้น จะช่วยให้ไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วสามารถถูกจัดสรรไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ประเด็นสำคัญคือ Direct PPA ไม่ควรถูกจำกัดเฉพาะพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น เพราะลูกค้าอุตสาหกรรมไม่ได้ต้องการเพียงไฟฟ้าสะอาด แต่ต้องการไฟฟ้าที่มั่นคงและต่อเนื่อง
ดังนั้น ในมุมมองของ BGRIM ระบบในอนาคตควรเปิดทางให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากหลายแหล่ง ทั้ง โซลาร์ ลม ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงพลังงานฐานอื่นๆ ที่เหมาะกับลักษณะการใช้ไฟฟ้าแต่ละอุตสาหกรรม
“เสียดายไฟที่ผลิตแล้วไม่ได้ใช้” คือหนึ่งในประเด็นที่สะท้อนมุมมองของ BGRIM ได้ชัดเจน คือ การใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าส่วนเกิน โดยเฉพาะไฟฟ้า Non-Firm ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการนำไปจำหน่ายให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น ทั้งที่ในทางกายภาพยังมีความสามารถในการนำไฟฟ้าเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้
ข้อจำกัดจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “Regulation และการเข้าถึงระบบสายส่ง” หากสามารถเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพื้นที่ได้ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
BGRIM มองว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าได้ ก่อนที่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ชุดใหม่จะทยอยเข้าสู่ระบบ
จาก Micro Grid สู่ Smart Grid
อีกโจทย์ใหญ่ คือ “สายส่ง” ประเทศไทยอาจไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการส่งไฟฟ้าไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ
“นพเดช” จึงมองว่าการพัฒนาระบบไฟฟ้าต้องไปไกลกว่าการเพิ่มกำลังผลิต โดยต้องยกระดับโครงข่ายให้มีความสามารถในการรองรับพลังงานหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไฟฟ้าจากก๊าซ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม จนถึงแบตเตอรี่
ระบบ Smart Grid จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถช่วยติดตามการใช้ไฟฟ้า พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และบริหารระบบกักเก็บพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในระดับนิคมอุตสาหกรรม BGRIM มีโครงสร้าง Microgrid เป็นของตัวเองอยู่แล้ว จึงมองเห็นโอกาสที่จะพัฒนาโครงข่ายดังกล่าวให้เชื่อมโยงกับระบบไฟฟ้าระดับประเทศมากขึ้น
นี่อาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
Data Center โจทย์ใหญ่
การเติบโตของ Data Center คืออีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญของระบบพลังงานไทย โดยปัจจุบัน BGRIM มีโครงการ Data Center ขนาดประมาณ 96 เมกะวัตต์ในจังหวัดชลบุรี และอยู่ระหว่างการพัฒนาแล้วมากกว่า 50% โดยมีแผนเปิดดำเนินการเฟสแรกในเดือนพฤศจิกายน 2569
ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังรองรับ Data Center ไปสู่ประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 โดยมองทั้งโอกาสในประเทศไทยและต่างประเทศ
โจทย์ของ Data Center แตกต่างจากอุตสาหกรรมทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะความต่อเนื่องของไฟฟ้าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไฟฟ้าต้องมีความเสถียร คุณภาพสูง และสามารถบริหารจัดการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ BGRIM ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบพลังงานแบบผสมผสาน หรือ Hybrid Solution ก๊าซทำหน้าที่เป็นพลังงานฐาน ขณะที่พลังงานหมุนเวียนช่วยลดการปล่อยคาร์บอน และแบตเตอรี่เข้ามาช่วยบริหารความผันผวน
“เวียดนาม” ฐานตลาดใหญ่
นอกจากประเทศไทยแล้ว BGRIM ยังมองเห็นโอกาสจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ “เวียดนาม” เป็นประเทศที่มีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดย BGRIM มีการลงทุนในเวียดนามทั้งโครงการโซลาร์ประมาณ 677 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานลมประมาณ 100 เมกะวัตต์ รวมถึงได้ลงนามพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซขนาดประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น
แต่การลงทุนในเวียดนามไม่ได้มีเพียงเรื่องศักยภาพของตลาด สิ่งที่ BGRIM ให้ความสำคัญอย่างมากคือ ความแน่นอนของนโยบาย และเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
ปัจจุบันเวียดนามอยู่ระหว่างการพิจารณาเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยเฉพาะโครงสร้างค่าความพร้อมจ่ายและค่าเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อความคุ้มค่าของโครงการลงทุน
“นพเดช” มองว่า หากกระบวนการดังกล่าวล่าช้าเกินไป อาจกระทบต่อความเพียงพอของไฟฟ้าในอนาคต เพราะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 3-4 ปี ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนต้องการไม่ใช่เพียงผลตอบแทนที่เหมาะสม แต่ต้องการความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว
เล็งตลาดมาเลเซีย
“มาเลเซีย”เป็นอีกประเทศที่มีศักยภาพ เนื่องจากความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ปัจจุบัน BGRIM มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินการประมาณ 200 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาอีกประมาณ 400 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ IPP ขนาดประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ โดยมีเป้าหมายสรุปภายในช่วงปลายปี 2569 นี้
สำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนที่อยู่ระหว่างพัฒนา BGRIM คาดว่าจะทยอย COD ภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
จากไทย สู่อาเซียน
ปัจจุบัน BGRIM มีการลงทุนในประมาณ 15 ประเทศ และมองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในตลาดที่มีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ภาพที่สะท้อนจากยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือ BGRIM ไม่ได้มองธุรกิจพลังงานเพียงในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้า แต่กำลังมองไปถึงการเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกับการเติบโตของอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะพื้นที่ที่กำลังเกิดอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center, Semiconductor, Electronics และ EV
ในบริบทนี้ “ไฟฟ้า” จึงไม่ใช่เพียงสินค้า แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยตัดสินใจของนักลงทุนว่าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจะเลือกตั้งฐานการผลิตที่ไหน
ไทยต้องสร้างระบบให้ทัน
ประเทศไทย มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่พัฒนามาเป็นเวลานาน และมีระบบผลิต-ส่ง-จำหน่ายที่แข็งแรง แต่โลกกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม การมาของ AI และ Data Center ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเปลี่ยนทั้งในแง่ “ปริมาณ” และ “คุณภาพ”
ขณะเดียวกัน การเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดก็ทำให้ระบบไฟฟ้าต้องรองรับแหล่งพลังงานที่มีความผันผวนมากขึ้น ดังนั้น ระบบไฟฟ้าแห่งอนาคตจึงต้องประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่ ก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ ระบบ Microgrid ระบบ Smart Grid ไปจนถึงการเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้า
BGRIM มองว่าไทยสามารถเดินหน้าเรื่องนี้ได้ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยภาคเอกชนมีโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมในพื้นที่ ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกฎระเบียบและระบบตลาด
Hybrid Solution
อย่างไรก็ดี การผสมผสานพลังงานหลายรูปแบบให้เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม ด้วยภาคประชาชนมีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าแบบหนึ่ง ภาคอุตสาหกรรมมีอีกแบบหนึ่ง
ขณะที่ Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัลมีข้อกำหนดด้านความต่อเนื่องและคุณภาพไฟฟ้าที่เข้มข้นกว่า
ดังนั้น ระบบพลังงานแห่งอนาคตจึงต้องออกแบบให้เหมาะกับโจทย์ของแต่ละกลุ่ม
- ก๊าซธรรมชาติ ยังเป็นพลังงานฐานในช่วงเปลี่ยนผ่าน
- พลังงานหมุนเวียน เป็นกลไกสำคัญของการลดคาร์บอน
- แบตเตอรี่ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบ
- Smart Grid ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงข่าย
- และ Direct PPA มีศักยภาพในการเปิดรูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าให้ยืดหยุ่นขึ้น
ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นชิ้นส่วนของระบบเดียวกัน
และสำหรับประเทศไทย เกมสำคัญในระยะต่อไปจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกเท่าไหร่ ? แต่คือ จะทำอย่างไรให้พลังงานที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ถูกนำมาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็สร้างระบบใหม่ให้พร้อมรองรับเศรษฐกิจ AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เพราะในวันที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเลือกฐานการลงทุน สิ่งที่พวกเขามองหาอาจไม่ใช่แค่ที่ดินหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป แต่คือ “ไฟฟ้าที่มั่นคง สะอาด และแข่งขันได้” และนี่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในบทต่อไปของ Energy Transition.







