
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ชี้ Data Center ต้องไม่ใช่แค่โกดังข้อมูล จี้รัฐผูกลงทุนดัน Productivity
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ชี้เทรนด์ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โอกาสทองดัน Productivity ชาติ พร้อมปลดล็อกความมั่นคงข้อมูลในโลกยุคแบ่งแยก แนะรัฐบาลตั้งเกณฑ์ Hyper-scalers ยกระดับคุณค่าสะท้อนตลาดทุน มองหุ้นสื่อสาร-โทรคมนาคมได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการโครงข่ายความเร็วสูงเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวดาต้าเซ็นเตอร์
KEY
POINTS
- “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ชี้เทรนด์ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โอกาสทองดัน Productivity ชาติ
- พร้อมปลดล็อกความมั่นคงข้อมูลในโลกยุคแบ่งแยก แนะรัฐบาลตั้งเกณฑ์ Hyper-scalers ยกระดับคุณค่าสะท้อนตลาดทุน
- หุ้นสื่อสาร-โทรคมนาคมได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการโครงข่ายความเร็วสูงเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวดาต้าเซ็นเตอร์
ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า ไทยจะดึงดูดการลงทุนได้มากแค่ไหน หากเป็นว่าการลงทุนเหล่านี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด
"ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO มองว่า ไทยไม่ควรปล่อยให้ Data Center เติบโตในลักษณะโครงการเดี่ยวๆ หรือ Stand-Alone Project ที่มีเพียงอาคารและระบบจัดเก็บข้อมูล แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขให้การลงทุนของผู้ให้บริการระดับโลกสามารถต่อยอดไปสู่การเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity ของประเทศ
โจทย์นี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อผลิตภาพของไทยแทบไม่เติบโตในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนแรงงานมีแนวโน้มไม่เพิ่มขึ้นเหมือนในอดีต ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไปจำเป็นต้องพึ่งประสิทธิภาพมากกว่าการเพิ่มจำนวนแรงงาน
ในอีกด้านหนึ่ง Data Center ยังมีความหมายมากกว่าธุรกิจเทคโนโลยี เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของข้อมูลและ Data Sovereignty ของประเทศ คำถามจึงอยู่ที่ว่า Data Center จะเป็นเพียงเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ หรือจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
"ไพบูลย์" ยอมรับว่าในปัจจุบันโครงสร้างประชากรและจำนวนแรงงานของไทยกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะไม่เติบโต ทำให้การขับเคลื่อน GDP ของประเทศไม่สามารถพึ่งพิงการเพิ่มขึ้นของแรงงานได้อีกต่อไป หนทางเดียวที่เหลืออยู่คือการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการทำงาน (Productivity)
ทั้งนี้ ข้อมูลของ OECD ชี้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2558 - 2566) ผลิตภาพของประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยที่ 0% หรือไม่มีการเติบโตขึ้นเลย
พร้อมเสนอแนะให้ภาครัฐออกข้อกำหนดหรือข้อบังคับ (Requirement) สำหรับผู้ให้บริการระดับโลกรายใหญ่ หรือ Hyper-scalers ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากกลุ่มนี้มีฐานเงินทุนและศักยภาพที่สูงมาก รัฐต้องมีข้อตกลงที่ชัดเจนว่าการเข้ามาตั้งโครงการจะมีแผนต่อยอดและประเมินมูลค่าเพิ่มที่จะสร้างให้แก่ประเทศไทยอย่างไร
ดังเช่นกรณีของ Google ที่มีกรอบประเมินและเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะเข้ามาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยเป็นจำนวนเท่าใด ไม่ใช่เพียงเข้ามาจัดตั้งโรงอาคารหรือตึกเปล่าๆ เท่านั้น
สร้างถังข้อมูลเสริมเสถียรภาพ
ในมิติด้านความมั่นคง "ไพบูลย์" ชี้ว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงของข้อมูลในประเทศ (Data Security / Sovereignty) ท่ามกลางบริบทโลกในปัจจุบันที่มีความตึงเครียดและแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
หากประเทศไทยพึ่งพิงการเก็บรักษาข้อมูลไว้ภายนอกประเทศทั้งหมด วันดีคืนดีหากเกิดข้อพิพาทรุนแรงและถูกปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูล จะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงอย่างยิ่งยวดต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย การจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในประเทศจึงถือเป็นการสร้างถังเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสร้างเสถียรภาพและความปลอดภัยทางข้อมูลให้กับประเทศ
ซึ่งในอดีตที่ประเทศไทยยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ ข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดจะต้องส่งไปจัดเก็บไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ ส่งผลให้การสืบสวนคดีความของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเป็นไปได้ยากและติดขัดเนื่องจากข้อมูลไม่ได้อยู่ในผืนแผ่นดินไทย
การมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศจึงช่วยปิดช่องโหว่ทางความมั่นคงนี้ได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องยังคงต้องบริหารจัดการความปลอดภัยในพื้นที่ตั้งโครงการอย่างรัดกุมที่สุด
หุ้นสื่อสาร-โทรคมนาคมรับประโยชน์สูงสุด
สำหรับประเด็นที่ว่า ตลาดหุ้นไทยยังขาดแคลนหุ้นกลุ่ม New Economy ขนาดใหญ่ที่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกเหมือนอย่าง Google หรือ NVIDIA ในต่างประเทศ
"ไพบูลย์" ระบุว่า แม้หุ้นเทคโนโลยีเกิดใหม่ของไทยจะยังมีจำกัด แต่การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จะช่วยปลดล็อกและเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทจดทะเบียนกลุ่มเดิมหรือ Old Economy ในตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคม ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในทางเทคนิคแล้ว หากมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เกิดขึ้นแต่ไม่มีระบบโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมที่มีความเร็วสูงและเสถียรรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ดังกล่าวก็จะเป็นเพียงแค่โกดังธรรมดา (Warehouse) ที่ไม่สามารถรับข้อมูล ประมวลผล หรือส่งข้อมูลกลับไปใช้งานได้เลย
ดังนั้น ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะเติบโตไปพร้อมกับปริมาณข้อมูลและเทคโนโลยีการส่งสัญญาณที่จะต้องใช้ความเร็วสูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นเป้าหมายหลักของการลงทุนในระหว่างที่รอให้นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ๆ ทยอยเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป เพื่อสอดรับกับความต้องการดังกล่าว
ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดเตรียมแหล่งเงินออมระยะยาวในประเทศให้พร้อมเพื่อสนับสนุนการระดมทุนและรอบการลงทุนใหม่นี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว.







