posttoday
ศึก Data Center ไทยเดือด! 26 ใบอนุญาตชิงไฟ-น้ำ-ที่ดิน และหุ้นตัวจริง? คุมเกม AI Infrastructure

ศึก Data Center ไทยเดือด! 26 ใบอนุญาตชิงไฟ-น้ำ-ที่ดิน และหุ้นตัวจริง? คุมเกม AI Infrastructure

04 กันยายน 2569

คลื่นลงทุน Data Center กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทย จากศูนย์เก็บข้อมูลสู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งยุค AI ด้านรัฐคุมเข้มไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดแผนที่ 26 บริษัทได้รับใบอนุญาต เจาะลึกหุ้นไทย GULF - ADVANC - TRUE - WHA - WHAUP - FPT - DELTA - BGRIM - INET - INSET - ITEL - AIT ใครอยู่ตรงไหนในสมรภูมิ Data Center และใครมีโอกาสเปลี่ยนเมกะวัตต์ให้กลายเป็นรายได้ในอนาคต

KEY

POINTS

  • คลื่นลงทุน Data Center กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทย จากศูนย์เก็บข้อมูลสู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งยุค AI
  • ด้านรัฐคุมเข้มไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดแผนที่ 26 บริษัทได้รับใบอนุญาต
  • เจาะลึก 12 หุ้นไทย ใครอยู่ตรงไหนในสมรภูมิ Data Center และใครมีโอกาสเปลี่ยนเมกะวัตต์ให้กลายเป็นรายได้ในอนาคต

คลื่นธุรกิจ Data Center กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามลงทุนแห่งอนาคตของประเทศไทย เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัล การประมวลผล AI และ Cloud Computing ผลักดันความต้องการศูนย์ข้อมูลให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


แต่เบื้องหลังตัวเลขการลงทุนที่สวยหรู กำลังเกิดคำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องเม็ดเงินลงทุน

  • ประเทศไทยมีไฟฟ้าและน้ำเพียงพอหรือไม่?
  • ประชาชนจะได้ประโยชน์จากการลงทุนมากแค่ไหน?
  • บริษัทในและนอกตลาดหุ้นรายใดบ้างได้อานิสงส์คลื่น Data Center?


นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของศูนย์ข้อมูลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเกมใหม่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ ไฟฟ้า ที่ดิน โทรคมนาคม นิคมอุตสาหกรรม พลังงานสะอาด ไปจนถึง AI Infrastructure

 

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 เพื่อจัดตั้ง บอร์ด Data Center ภารกิจสำคัญคือการวางมาตรฐาน กำกับดูแล และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม พร้อมควบคุมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ ไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งแวดล้อม

 

เหตุผลสำคัญคือ Data Center เป็นธุรกิจที่มีลักษณะพิเศษ ลงทุนสูง ใช้ไฟฟ้าสูง ต้องการระบบสาธารณูปโภคที่มีเสถียรภาพ และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ 

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลในรายงานยังสะท้อนว่ามีข้อกังวลเกี่ยวกับผู้ประกอบการบางรายที่อาจดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงประเด็นการสำรองเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบตามกฎหมายและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

 

“ไฟฟ้า” คอขวดใหม่

 

การเติบโตของ Data Center ทำให้โจทย์เรื่องพลังงานกลายเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ พื้นที่นอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มีศักยภาพการจ่ายไฟฟ้าเหลือรองรับประมาณ 4,000–5,000 เมกะวัตต์


ตัวเลขนี้มีความสำคัญ เพราะ Data Center รุ่นใหม่ โดยเฉพาะศูนย์ที่รองรับ AI มีความต้องการไฟฟ้าในระดับสูง

 

ดังนั้น เมื่อ Data Center ขยายตัว สิ่งที่ประเทศไทยต้องสร้างไปพร้อมกันจึงไม่ใช่เพียงอาคารที่เต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์ แต่ต้องสร้างระบบไฟฟ้าที่รองรับด้วย


และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมการแข่งขันในอุตสาหกรรม Data Center จึงเริ่มขยับจากการแข่งขันเรื่อง พื้นที่ สู่การแข่งขันเรื่อง Power Availability ใครมีไฟฟ้าพร้อม, ใครมีพลังงานสะอาด, ใครมีที่ดิน, ใครมีโครงข่าย และใครสามารถส่งมอบระบบทั้งหมดได้เร็วกว่า คนนั้นอาจเป็นผู้ชนะของเกมรอบใหม่

 

ศึก Data Center ไทยเดือด! 26 ใบอนุญาตชิงไฟ-น้ำ-ที่ดิน และหุ้นตัวจริง? คุมเกม AI Infrastructure

 

อีกคำถามที่กำลังถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาคือ “มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ” เพราะแม้ Data Center จะใช้เงินลงทุนสูง แต่ลักษณะของธุรกิจไม่ได้ใช้แรงงานจำนวนมากเหมือนโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยคาดว่า Data Center หนึ่งแห่งอาจมีการจ้างงานโดยตรงราว 30 - 50 คน

 

จึงเกิดข้อถกเถียงว่า หากประเทศไทยต้องจัดสรรไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากให้กับโครงการเหล่านี้ ประเทศจะได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในรูปแบบใดบ้าง

 

โจทย์จึงไม่ควรจบแค่ ลงทุนกี่บาท ? แต่ควรถามต่อว่า...เงินลงทุน 1 บาท สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทยเท่าไหร่ ? ทั้งในรูปของภาษี การจ้างงาน การพัฒนาเทคโนโลยี การใช้ Local Content การสร้าง Ecosystem และการดึงดูดธุรกิจดิจิทัลอื่นเข้ามาลงทุน

 

รัฐคุมเข้มเกมกำกับดูแล

 

ก่อนหน้านี้นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เตรียมเสนอเกณฑ์ใหม่ 5 ข้อ แนบท้ายใบอนุญาตทั้งรายเดิมและรายใหม่ ดังนี้คือ

 

  1. การจัดโซนนิ่ง (Zoning) กำหนดพื้นที่จัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ให้เป็นสัดส่วนเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด
  2. การตรวจสัญญาสาธารณูปโภค ผู้ขอใบอนุญาตต้องนำสัญญาการจัดหาไฟฟ้าและน้ำประปามาแสดงต่อ กสทช. ก่อน จึงจะพิจารณาอนุมัติใบอนุญาต
  3. ระบบท่อตรงโทรคมนาคม (Dedicated Infrastructure) บังคับให้มีการต่อท่อตรงเฉพาะสำหรับระบบไฟฟ้า น้ำ และโครงข่ายโทรคมนาคม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาระบบล่มลามไปยังส่วนรวม
  4. การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) และพลังงานสะอาด บังคับให้ผู้ประกอบการมีแผนการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ย้อนกลับ และต้องมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Go Green) เช่น โซลาร์เซลล์
  5. สัดส่วนการใช้สินค้าและอุปกรณ์ในประเทศ (Local Content) บังคับให้ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์จากผู้ประกอบการไทยไม่ต่ำกว่า 50% เช่น สายไฟ เสา และอุปกรณ์สนับสนุน

 

กสทช. ตั้งเป้าหมายยกระดับการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ ภายในปี 2569 โดยจะปรับเปลี่ยนประเภทใบอนุญาตจาก ประเภทที่ 1 (แบบไม่มีโครงข่ายของตนเอง/เน้น Reseller) ไปเป็น ประเภทที่ 3 (สำหรับผู้ให้บริการที่มีโครงข่ายของตนเอง)

 

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ในระดับเดียวกับผู้ให้บริการโทรศัพท์และโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงและคุ้มครองประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

 

และล่าสุด ทางกรุงเทพมหานคร เตรียมทบทวนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลโครงการ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ทั้งประเด็นการสำรองน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ผังเมือง ความปลอดภัย และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมองเป็นการปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจมากขึ้น

 

ปัจจุบัน Data Center ใน กทม. ราว 30–40 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูลเดิมหรือระบบ Cloud ภายในองค์กร ขณะที่ Data Center ขนาดใหญ่แบบ Stand-alone มีการยื่นขออนุญาตในช่วงปี 2564-2565 จำนวน 6 แห่ง โดยได้รับอนุมัติแล้ว 3 แห่ง และอีก 3 แห่งอยู่ระหว่างการระงับหรือทบทวน

 

นั่นหมายความว่า หากยกระดับหลักเกณฑ์เหล่านี้ถูกนำมาใช้จริง เกม Data Center ไทยอาจเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านเงินลงทุน ไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐานและความพร้อมของ Ecosystem เพื่ออประเทศอย่างแท้จริง

 

26 บริษัทคว้าใบอนุญาต-ใครใช้ไฟพีคสุด?

 

ข้อมูลสำนักงาน กสทช. วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ระบุว่ามีผู้ได้รับใบอนุญาต Data Center รวม 26 ราย โดยปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่รายงานมีตั้งแต่ระดับประมาณ 1 เมกะวัตต์ จนถึง 260 เมกะวัตต์

 

แบ่งเป็น ใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบที่ 1: จำนวน 23 ราย และ ใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบที่ 3 : จำนวน 3 ราย


ภาพ de.aipass.net

 

นอกจากนี้ บริษัทที่อยู่ระหว่างรอลงนามใบอนุญาต 1 ราย คือ บริษัท ไทย ดีซี วัน จำกัด และอยู่ระหว่างตรวจสำรวจเอกสาร 3 ราย คือ สเตลล่า ดีซี (Stella DC), Equinix และ DayOne

 

สำหรับผู้ประกอบการ ที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว จะได้รับระยะเวลาผ่อนผัน 3-5 ปี เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่

 

หุ้นไทยตัวไหนยืนจุดไหนของเกม?

 

หากมองผ่านตลาดหุ้นไทยจะเห็นว่าผู้ได้ประโยชน์จาก Data Center ไม่ได้มีเพียงบริษัทที่เป็นเจ้าของศูนย์ข้อมูลโดยตรง แต่สามารถแบ่งออกเป็นหลายชั้นของ Ecosystem

 

GULF ได้ทั้งไฟฟ้า-Data Center


ถ้าต้องเลือกหุ้นไทยที่มีความเชื่อมโยงกับ Data Center และ AI Infrastructure อย่างชัดเจน "บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF" เป็นหนึ่งในชื่อที่ตลาดต้องจับตา 


จุดแข็งคือการอยู่ในธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ยังมีความร่วมมือกับ ADVANC และ Singtel ภายใต้ GSA Data Center รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud Infrastructure ร่วมกับ Google

 

คุณสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ GULF เผยโครงการส่วนใหญ่ของ GULF อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดและไม่ได้ติดกับชุมชน และเดินหน้าลงทุนเฟสแรก 1,000 เมกะวัตต์

 

ปัจจุบันมีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 200 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการเจรจาเซ็นสัญญาเพิ่มเติมกับลูกค้ากลุ่ม Hyperscalers ทั้งบริษัทสัญชาติจีนและตะวันตก

 

อีกทั้งอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาโรงไฟฟ้าเพื่อขายไฟฟ้าโดยตรงเข้า Data Center หลังแผน PDP ฉบับใหม่ เปิดทางให้สามารถซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงได้ และเตรียมพัฒนาที่ดินเป็นนิคมอุตสาหกรรมสำหรับ Data Center โดยได้จัดซื้อที่ดินไว้แล้วหลาย 100 ไร่ เบื้องต้นประเมินว่า Data Center ขนาด 1 เมกะวัตต์ ใช้พื้นที่ประมาณ 0.7 ไร่ หรือขนาด 100 เมกะวัตต์ ใช้พื้นที่ราว 70 ไร่

 

หาก Data Center คือ “เครื่องจักรเศรษฐกิจดิจิทัล” ไฟฟ้าคือ “เชื้อเพลิง” ของเครื่องจักรนั้น ดังนั้น ผู้ที่สามารถจัดหาไฟฟ้าได้อย่างมั่นคงและแข่งขันได้ ย่อมมีบทบาทสำคัญใน Ecosystem

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขโครงการและความต้องการของลูกค้าควรแยกจากรายได้ที่เกิดขึ้นจริงของบริษัท และไม่ควรตีความว่ากำลังการผลิตที่วางแผนไว้จะกลายเป็นรายได้ทั้งหมดทันที

 

ADVANC ได้ประโยชน์ Ecosystem

 

"บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC" เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ เพราะมีทั้งโครงข่าย 5G ลูกค้าองค์กร และความสามารถด้าน Digital Infrastructure และธุรกิจ Cloud ได้ทำ Oracle Alloy Agreement เพื่อพัฒนา AIS Cloud Powered by Oracle OCI ในไทย พร้อมการทำงานร่วมกับ Microsoft  

 

อีกทั้ง ADVANC ร่วมทุนกับ GULF และ Singtel ทำให้เกิด GSA Data Center พัฒนา Hyperscale Data Center เพื่อรองรับ AI Workload และเน้นการใช้พลังงานสะอาด

 

จุดแข็งของโมเดลนี้คือการรวม 3 สิ่งเข้าด้วยกัน พลังงาน โทรคมนาคม และData Center นี่อาจเป็นหนึ่งในรูปแบบธุรกิจที่น่าจับตามองที่สุดของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป

 

TRUE เจ้าตลาดเดิม Ecosystem

 

อีกหนึ่งผู้เล่นคือ "บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE" จุดแข็งคือการมี Ecosystem ด้านโทรคมนาคม Cloud และ Data Center ผ่าน "True IDC"

 

ซึ่งประกาศโครงการ Mega Data Center ใน EEC ขนาดสูงสุด 250 เมกะวัตต์ กำหนดเปิดดำเนินงานเฟสแรกในช่วงปี 2570 และอยู่ภายใต้แพ็กเกจโครงการที่ได้รับ BOI รวมกว่า 77,000 ล้านบาท ทำให้สามารถนำเสนอบริการแบบครบวงจรได้มากกว่าการขายพื้นที่ Data Center เพียงอย่างเดียว

 

WHA ผู้สร้าง Infrastructure

 

เกม Data Center มีผู้ชนะอีกกลุ่มที่นักลงทุนต้องมอง นั่นก็คือ “เจ้าของที่ดิน” เนื่องด้วย Data Center ต้องการพื้นที่จำนวนมาก พร้อมระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน

 

"บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA" จึงได้ประโยชน์จากการขายหรือให้เช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมจึงมีโอกาสขยับบทบาทจาก “ผู้ขายที่ดิน” ไปเป็น Infrastructure Solution Provider นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ต้องจับตา

 

WHA มี WHAUP

 

นี่อาจเป็นหนึ่งในประเด็นที่ตลาดยังให้ความสนใจไม่มากพอ Data Center ใช้น้ำมากกว่าลูกค้าอุตสาหกรรมทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ หรืออาจใช้น้ำประมาณ 12-16 เท่าของลูกค้าปกติ

 

"บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP" มีปริมาณน้ำจากลูกค้า Data Center ที่อยู่ระหว่างเจรจาประมาณ 17-29 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้นสมการจึงเปลี่ยนจาก Data Center ที่ต้องการไฟฟ้า เป็นต้องการทั้งไฟฟ้าและน้ำ และนั่นทำให้ WHAUP กลายเป็นหนึ่งใน Beneficiary ทางอ้อมที่ควรติดตาม

 

FPT ปั้น Hyperscale บางนา

 

อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในสมรภูมิ Data Center ไทยคือ “STT GDC Thailand” เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง ST Telemedia Global Data Centres (STT GDC) จากสิงคโปร์ กับทายาทเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี นั่นก็คือ "ปณต สิริวัฒนภักดี" ผู้คุมเกมใหญ่ของ "บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT"

 

จุดที่น่าสนใจคือการนำจุดแข็งของสองกลุ่มทุนมาผสานกันระหว่างความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานของ FPT กับ ความเชี่ยวชาญด้าน Data Center ระดับโลกของ STT GDC ทำให้ STT GDC Thailand วางตำแหน่งตัวเองในตลาด Data Center ระดับ Hyperscale ซึ่งเป็นตลาดที่ต้องรองรับลูกค้าขนาดใหญ่และมีความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีเสถียรภาพสูง 

 

ด้วยจุดยุทธศาสตร์ศูนย์ข้อมูลบน ถนนบางนา–ตราด เชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์ อุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานโดยรอบ ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคม การเชื่อมต่อเครือข่าย และสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการเดินระบบตลอด 24 ชั่วโมงของกรุงเทพฯและพื้นที่โดยรอบ

 

FPT ได้อะไรจากเกมนี้ ? 


อย่าลืมว่า FPT มีนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA Eastern Gateway หรือ ARAYA บนพื้นที่กว่า 4,600 ไร่ ถนนบางนา–ตราด กม.32 จังหวัดสมุทรปราการ เชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจหลัก CBD, ท่าเรือ, สนามบินสุวรรณภูมิ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รองรับการขนส่งทางบก เรือ และอากาศ 

 

ดังนั้น Data Center จึงเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการเพิ่มมูลค่าพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน จากเดิมที่สร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่สินทรัพย์ที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

 

BGRIM - INET เร่งเครื่องลุย

 

อีกหนึ่งหุ้นโรงไฟ้าที่ขยับเร็วไม่แพ้ใคร "บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM" ผนึกกำลัง "Digital Edge" เดินหน้าธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ขนาดใหญ่เพื่อรองรับกระแส AI และคลาวด์

โดยมี Green Loan มูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้พัฒนาโครงการขนาด 100 เมกะวัตต์ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดชลบุรี

 

BGRIM ร่วมทุนกับ "บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET" ตั้ง "บริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด (B.Grimm INET)" พัฒนาบริการดิจิทัลแห่งอนาคต ผ่านการสร้าง One-stop Digital Infrastructure Platform ที่เชื่อมโยงระบบเทคโนโลยี ข้อมูล และการดำเนินงานขององค์กรเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ขณะที่ INET ยังมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งที่ 4 หรือ INET-IDC4 จังหวัดขอนแก่น มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท รองรับเทคโนโลยี Cloud และ AI เสริมแกร่ง Digital Economy ในระยะยาว เปิดให้บริการไตรมาส 2/2570 

 

พร้อมเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลเดิมอีก 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ 2 แห่ง (INET-IDC1, INET-IDC2) และสระบุรี 1 แห่ง (INET-IDC3) ผ่านโครงข่าย Dark Fiber 3 เส้นทาง และระบบสำรองพลังงานเต็มรูปแบบ รองรับการประมวลผลได้กว่า 450,000 VMIs

 

สำหรับการให้บริการแบบ Full redundancy ของ INET-IDC3 Phase 1 และ 2 คู่กับ INET-IDC4 Phase 1 โดยศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่นี้ยังถูกออกแบบให้มีค่า Power Usage Effectiveness (PUE) ต่ำกว่า 1.30 พร้อมแผนพัฒนา Solar Farm เพื่อก้าวสู่การเป็น Net Zero Data Center ในอนาคต

 

INSET ขายพลั่วยุคดาต้า

 

"บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET" ไม่ใช่เจ้าของ Data Center แต่ทำหน้าที่ก่อสร้าง ติดตั้ง และบำรุงรักษา Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน ICT โดยตรง จึงเป็นหุ้นประเภท Picks & Shovels หรือ “คนขายพลั่วในยุคตื่นทอง” ข้อดีคือไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงจากการเป็นเจ้าของ Data Center เต็มจำนวน 

 

หากการลงทุน Data Center เพิ่มขึ้น ผู้รับเหมาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางก็มีโอกาสได้รับงานตามรอบการลงทุน แต่ Margin อาจต่ำกว่าเจ้าของ Asset และขึ้นกับงานในมือ(Backlog) การประมูล ต้นทุนวัสดุ ค่าแรง และการส่งมอบงาน มากกว่าดูเพียงมูลค่าโครงการทั้งหมดของอุตสาหกรรม

 

ITEL - AIT ผู้เล่นหลังบ้าน

 

อีกกลุ่มคือ "บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL" ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก 

และ "บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT" มีธุรกิจวางระบบและติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่อาจได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการลงทุน Data Center ที่เพิ่มขึ้น

 

DELTA หัวใจหลัก

 

ถ้า GULF คือ Power ทาง TRUE และ ADVANC คือ Network ส่วน INET และ AIT คือ Cloud ขณะที่ INSET คือ Construction ดังนั้น DELTA คืออีกขั้นหนึ่งของ Power Electronics, Cooling และ Infrastructure

 

ธุรกิจหลักของ "บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA" ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการระบบกำลังไฟฟ้า (Power management solutions)

 

รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ได้แก่ พัดลมอิเล็กทรอนิกส์ (DC Fan) อีเอ็มไอ ฟิลเตอร์ (EMI) และโซลินอยด์ มีฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ความต้องการระบบ Power และ Cooling กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตาม AI Data Center โดย DELTA เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว

 

นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างขยายธุรกิจเข้าสู่ Data Center อาทิ GPSC, EGCO และ RATCH ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการนำสินทรัพย์เดิมมาต่อยอดเพื่อรองรับลูกค้า รวมถึง GUNKUL ที่อาจได้รับประโยชน์จากงานระบบไฟฟ้าแรงสูงและอุปกรณ์สนับสนุน Data Center 

 

เกมนี้ไม่ได้มีแค่หุ้นไทย 

 

สิ่งที่ทำให้การแข่งขัน Data Center ไทยน่าสนใจยิ่งขึ้นคือ การเข้ามาของกลุ่มผู้ให้บริการระดับโลก Global Cloud / Hyperscalers และกลุ่มผู้พัฒนา Co-location / Pure-play Data Center

 

ภาพ de.aipass.net

 

การเข้ามาของบริษัทเหล่านี้สะท้อนว่าไทยกำลังพยายามก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค


สุดท้ายแล้ว Data Center ไทยอาจไม่ได้เป็นเกมของคนที่สร้างศูนย์ข้อมูลได้ใหญ่ที่สุด แต่เป็นเกมของคนที่ตอบคำถามสำคัญได้ครบที่สุดว่า..

  • มีไฟหรือไม่?
  • มีน้ำหรือไม่?
  • มีที่ดินหรือไม่?
  • มีโครงข่ายหรือไม่?
  • มีพลังงานสะอาดหรือไม่?
  • และที่สำคัญที่สุด…มีลูกค้าหรือไม่?

 

เพราะในยุค AI นั้น 1 เมกะวัตต์ ไม่ได้มีค่าเท่ากันทุกเมกะวัตต์ MW ที่ยังเป็นเพียงแผนลงทุน อาจยังไม่ใช่รายได้ Capacity ที่ยังไม่มีลูกค้า อาจยังไม่ใช่กำไร และ Data Center ที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ไม่มี Ecosystem รองรับ ก็อาจไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เต็มศักยภาพ

 

ดังนั้น สมรภูมิ Data Center ไทยในระยะต่อไปจึงไม่ใช่การแข่งกันว่า “ใครมี MW มากที่สุด” แต่คือการแข่งขันว่า “ใครเปลี่ยน MW เป็น Capacityเป็น ลูกค้า เป็น รายได้ จนสามารถสร้างกระแสเงินสด ได้เร็วที่สุด” และนี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญกว่าการถามว่า “หุ้นตัวไหนมี Data Center”

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ชนะของสงคราม AI Infrastructure อาจไม่ใช่คนที่สร้าง Data Center ใหญ่ที่สุด แต่คือคนที่ควบคุมทรัพยากรที่ Data Center ขาดไม่ได้ ทั้ง ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน โครงข่าย และลูกค้า นี่คือสมรภูมิใหม่ที่ตลาดทุนไทยต้องจับตา.

 

ศึก Data Center ไทยเดือด! 26 ใบอนุญาตชิงไฟ-น้ำ-ที่ดิน และหุ้นตัวจริง? คุมเกม AI Infrastructure

 

ข่าวล่าสุด

ทรูขับเคลื่อน ESG ด้วย AI-ดิจิทัลครบวงจรใน GCNT EXPO 2026

ทรูขับเคลื่อน ESG ด้วย AI-ดิจิทัลครบวงจรใน GCNT EXPO 2026