
เปิดศึก 3 หุ้นซอสไทย XO - SAUCE - JDF เกมกำไรต่างขั้ว ใครเด่นสุด
จากซอสบนโต๊ะอาหาร สู่ธุรกิจสร้างมูลค่า เปิดเกม 3 หุ้นเครื่องปรุงรส XO เร่งบุกตลาดโลก SAUCE จุดแข็งแบรนด์-บริหารต้นทุนปั้นกำไร ด้าน JDF กำไรครึ่งปีแรกพุ่งกว่า 112% คุมต้นทุนและมาร์จิ้นดี พร้อมมุมมองหุ้นตัวไหนเหมาะกับนักลงทุนแบบใดและใครมีโอกาสเปลี่ยนธุรกิจเครื่องปรุงรสให้กลายเป็นมูลค่าในตลาดทุนมากที่สุด
KEY
POINTS
- จากซอสบนโต๊ะอาหาร สู่ธุรกิจสร้างมูลค่า เปิดเกม 3 หุ้นเครื่องปรุงรส XO เร่งบุกตลาดโลก
- SAUCE จุดแข็งแบรนด์-บริหารต้นทุนปั้นกำไร ด้าน JDF กำไรครึ่งปีแรกพุ่งกว่า 112% คุมต้นทุนและมาร์จิ้นดี
- พร้อมมุมมองหุ้นตัวไหนเหมาะกับนักลงทุนแบบใดและใครมีโอกาสเปลี่ยนธุรกิจเครื่องปรุงรสให้กลายเป็นมูลค่าในตลาดทุนมากที่สุด
เมื่อ "ซอสและเครื่องปรุงรส" ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าในครัว แต่กำลังกลายเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น!
ตลาดเครื่องปรุงรสอาจดูเป็นธุรกิจธรรมดา แต่เมื่อพิจารณาในมุมตลาดทุนกลับมีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นสินค้าที่มีการบริโภคซ้ำ มีแบรนด์เป็นปัจจัยสำคัญ และบางบริษัทสามารถขยายตลาดจากประเทศไทยไปสู่ต่างประเทศได้
ในตลาดหุ้นไทย มี 3 บริษัทจดทะเบียนที่น่าจับตาในธีมนี้ คือ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO, บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) หรือ SAUCE และ บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ JDF
แม้อยู่ในธีมเดียวกัน แต่ทั้ง 3 บริษัทกลับมีเกมธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
- XO = Growth Story จากตลาดโลก
- SAUCE = Defensive + Dividend Story
- JDF = Small Cap + Profit Growth Story
และความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ทั้ง 3 หุ้นไม่ควรถูกมองด้วยมาตรฐานเดียวกัน
XO ซอสไทยสู่เกมตลาดโลก
หากมองหาเรื่องราวการเติบโตในต่างประเทศ XO ถือเป็นบริษัทที่มี Investment Story ชัดเจนที่สุดในกลุ่มนี้ ธุรกิจของ XO ไม่ได้ผูกติดอยู่กับกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยเป็นหลัก แต่พยายามนำผลิตภัณฑ์ซอสและเครื่องปรุงรสไทยออกไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป
"จิตติพร จันทรัช" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร XO มองทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก โดยเฉพาะตลาดยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลัก
ประกอบกับคำสั่งซื้อที่เข้ามาและรอส่งมอบทำให้มั่นใจว่าไตรมาส 3/69 จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 2/69 อย่างชัดเจน และคาดว่ายอดขายครึ่งปีหลังจะสูงกว่าครึ่งปีแรก สนับสนุนเป้าหมายรายได้ทั้งปี 2569 เติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน
จุดที่น่าสนใจ คือ โครงสร้างตลาดของ XO ไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศไทย โดยในไตรมาส 2/69 "ตลาดยุโรป" คิดเป็นประมาณ 83% ของรายได้จากการขายทั้งหมด และยังมีพื้นที่ให้ขยายจุดจำหน่ายได้อีกมาก
โดยเฉพาะ "เยอรมนี" ซึ่งลูกค้ารายหลักมีเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตมากกว่า 10,000 สาขา ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของ XO เข้าไปจำหน่ายอยู่ในโมเดิร์นเทรด และช่องทางค้าปลีกชั้นนำราว 5,000 สาขา โดยตั้งเป้าหมายระยะสั้นขยายไปสู่ 8,000 สาขา พร้อมรักษาความเป็นผู้นำในตลาดซอสพริกศรีราชาของยุโรป
ผลประกอบการไตรมาส 2/69 เริ่มฟื้นตัว โดยมีรายได้จากการขาย 582.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.74% จากไตรมาสก่อน (QoQ) สอดคล้องกับปริมาณการขายรวม 5,892 ตัน เพิ่มขึ้น 5.88% โดยเฉพาะตลาดยุโรป
แต่ตัวเลขกำไรยังถูกกดดันจากรายการพิเศษเกี่ยวกับการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ!
กำไรสุทธิไตรมาส 2/69 จำนวน 109.77 ล้านบาท ลดลง 35.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยได้รับผลกระทบจากการรับรู้ขาดทุนจากการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือจำนวน 59.65 ล้านบาท หากไม่รวมผลกระทบจากรายการดังกล่าว อัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 49.32% เพิ่มขึ้นจาก 46.80% ในไตรมาส 2/68
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี69 มีรายได้จากการขาย 1,099.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและมีกำไรสุทธิ 238.48 ล้านบาท ลดลง 15.79% โดยมีผลขาดทุนจากการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือรวม 74.55 ล้านบาท หากไม่รวมผลกระทบจากรายการดังกล่าว อัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 48.82% เพิ่มขึ้นจาก 46.66% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจหลักที่ยังอยู่ในระดับที่ดี
SAUCE กำไรสม่ำเสมอ
ถ้า XO คือหุ้นที่เล่าเรื่องการเติบโตในตลาดโลกได้ดี "บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) หรือ SAUCE" คือหุ้นที่สะท้อนภาพธุรกิจเครื่องปรุงรสแบบ Defensive มากกว่า
SAUCE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอาหาร ภายใต้แบรนด์ "ภูเขาทอง" ประกอบด้วยซอสปรุงรส ซอสพริก น้ำส้มสายชูกลั่น ซอสมะเขือเทศ ซอสพริกผสมมะเขือเทศ ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ซอสผง ซีอิ๊วผง ซอสพริก ตราศรีราชาพานิช และซีอิ๊วญี่ปุ่น ตรา คินซัน รวมถึงผลิตตามเครื่องหมายการค้าของลูกค้า
ผลการดําเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 69 สะท้อนจุดเด่นที่สำคัญ นั่นคือ "รายได้ทรงตัว แต่กำไรเพิ่มขึ้น" โดยกําไรสุทธิ 14.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.75%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายลดลง 0.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อกําลังซื้อของผู้บริโภค
แต่...ต้นทุนขายครึ่งปีแรก อยู่ที่ 999.14 ล้านบาท ลดลง 4.50% และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ทําให้กําไรขันต้นเพิ่มขึ้นเป็น 42.10% จาก 38.49% เมื่อเทียบกับปี 2568
พูดง่ายๆ คือ SAUCE ไม่จำเป็นต้องเร่งยอดขายแรงๆก็สามารถเพิ่มกำไรได้ หากบริหารต้นทุนได้ดี นี่เป็นคุณสมบัติที่นักลงทุนสาย Defensive มักให้ความสำคัญ แต่ฝั่งค่าใช้จ่ายยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายบริหารที่ครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 24.4% และ SAUCE ยังมีการตั้งหนี้สงสัยจะสูญ
อีกด้านหนึ่ง ตลาดต่างประเทศยังไม่ได้เป็นเครื่องยนต์หลักที่โดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรก เพราะยอดขายต่างประเทศลดลง 4.62% ขณะที่ยอดขายในประเทศลดลงเพียงเล็กน้อย ดังนั้นสตอรี่ของ SAUCE จึงแตกต่างจาก XO อย่างชัดเจน
เพราะ XO ขยายตลาดต่างประเทศเป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะที่ SAUCE รักษาฐานตลาดเดิม เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน บวกสร้างกำไรและผลตอบแทนผู้ถือหุ้น โดยมีนโยบายจ่ายเงินปันผลต่อปีไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ ซึ่งในปี 2568 ปันผล 1.81 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 82.61% ของกำไรสุทธิ
JDF หุ้นเล็ก กำไรแรง
"บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ JDF" เป็นกรณีที่น่าสนใจ เพราะแม้อยู่ในธีมเครื่องปรุงรสเหมือนกัน แต่โครงสร้างธุรกิจแตกต่างออกไป
JDF ผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องปรุงรสอาหาร ซอส ไส้ขนม และอาหารอบแห้ง เพราะรายได้จำนวนมากมาจากการพัฒนาและผลิตสินค้าให้ลูกค้า รวมถึงธุรกิจรับจ้างผลิต
นั่นหมายความว่า JDF มีลักษณะ Food Ingredient / OEM / B2B มากกว่า และนี่คือจุดที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ
เพราะการเติบโตของ JDF ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์ของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้า คำสั่งซื้อ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการบริหารต้นทุน
ไตรมาส 2/69 JDF มีรายได้จากการขาย 171.35 ล้านบาท ลดลง 1.06% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังยอดขายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหารลดลงจากการยุติคำสั่งซื้อของลูกค้าเดิมบางราย แต่มีกำไรสุทธิ 18.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ภาพครึ่งแรกปี69 ชัดเจน มีรายได้เพิ่มขึ้น 13.63% เป็น 391.88 ล้านบาท มาจากสินค้าที่พัฒนาและผลิตให้ลูกค้า รวมถึงสินค้ารับจ้างผลิต สินค้าแบรนด์ของบริษัทคิดเป็นเพียง 6.92%
ขณะที่ กำไรสุทธิ 53.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการบริหารต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ การลดลงของต้นทุนวัตถุดิบหลัก คุมค่าใช้จ่ายการขายและจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายการบริหาร ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ JDF ยังมีโจทย์เรื่องแบรนด์!
จุดที่นักลงทุนต้องจับตาคือ รายได้จากสินค้าภายใต้แบรนด์ของ JDF ยังมีสัดส่วนไม่สูง โดยในไตรมาส 2/69 รายได้จากสินค้าภายใต้ตราสินค้าของบริษัทอยู่ที่ 13.62 ล้านบาท หรือ 7.95% ของรายได้ ขณะที่ครึ่งปีแรก สินค้าแบรนด์ของบริษัทมีเพียง 6.92%
ดังนั้น JDF ยังต้องพิสูจน์ว่าในระยะยาวจะสามารถเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีแบรนด์ของตัวเองได้มากเพียงใด เพราะหากทำสำเร็จ โครงสร้างรายได้อาจเปลี่ยนจากการพึ่งพาลูกค้า B2B / OEM ไปสู่ธุรกิจที่บริษัทมีอำนาจต่อรองและสร้าง Brand Equity ได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน การพึ่งพาลูกค้า OEM มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะการสูญเสียลูกค้ารายสำคัญอาจกระทบรายได้ทันที
3หุ้น 3คาแรกเตอร์เหมาะกับใคร?
เมื่อวาง XO, SAUCE และ JDF ไว้บนกระดานเดียวกัน จะเห็นว่าทั้ง 3 บริษัทไม่ได้แข่งขันกันในเกมเดียวกันเสียทีเดียว
XO สำหรับนักลงทุนที่มองหา Growth Story อาจเหมาะกับนักลงทุนที่เชื่อในธีม Thai Food Goes Global จุดแข็งคือการมีตลาดยุโรปเป็นฐานใหญ่ โอกาสเพิ่ม Distribution และการขยายตลาดไปยังประเทศใหม่ๆ สิ่งที่ต้องจับตาคือคำสั่งซื้อจากยุโรป การเพิ่มจุดจำหน่าย อัตรากำไร และการลงทุนโรงงานใหม่
- ความน่าสนใจ: Growth + Global Expansion
- ความเสี่ยงหลัก: พึ่งพาตลาดยุโรปสูง ต้นทุนการลงทุนและความผันผวนของคำสั่งซื้อ
SAUCE สำหรับนักลงทุนสาย Defensive + Dividend อาจเหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอของธุรกิจและกระแสเงินสดมากกว่าการเติบโตแบบหวือหวาแบรนด์แข็งแรง ฐานธุรกิจชัดเจน และมีนโยบายจ่ายเงินปันผล
โจทย์สำคัญคือการควบคุมต้นทุนและรักษาอัตรากำไร ขณะเดียวกันต้องหาวิธีสร้างการเติบโตใหม่ เพราะตลาดในประเทศมีข้อจำกัด
- ความน่าสนใจ: Defensive + Dividend
- ความเสี่ยงหลัก: รายได้เติบโตต่ำ ค่าใช้จ่ายเพิ่ม และตลาดต่างประเทศยังไม่เป็น Growth Engine ที่ชัดเจน
JDF สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และมองกำไรโต เหมาะกับนักลงทุนที่มองหาหุ้นขนาดเล็กที่มีโอกาสสร้าง Operating Leverage และกำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้ ตัวเลขกำไรครึ่งปีแรกที่เติบโตมากกว่า 100% ถือว่าน่าสนใจ แต่ต้องไม่ลืมว่าฐานกำไรเดิมยังไม่ใหญ่มาก
ขณะเดียวกันโครงสร้างธุรกิจที่มีสัดส่วน OEM/B2B สูง ทำให้ต้องจับตาฐานลูกค้าและความสามารถในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง
- ความน่าสนใจ: Small Cap + Profit Growth
- ความเสี่ยงหลัก: ฐานกำไรเล็ก การพึ่งพาลูกค้าและสภาพคล่องของหุ้น
ไม่มีหุ้นซอสที่ดีที่สุด มีแต่หุ้นที่เหมาะกับสไตล์ลงทุน
สุดท้ายแล้ว XO, SAUCE และ JDF ไม่จำเป็นต้องถูกตัดสินว่าใครดีที่สุด เพราะทั้ง 3 บริษัทกำลังเล่นคนละเกม XO กำลังขายเรื่องราวการเติบโต จากซอสไทยไปสู่ตลาดโลก และพยายามเพิ่มจำนวนจุดจำหน่ายในยุโรป
SAUCE กำลังขายความสม่ำเสมอ ด้วยฐานธุรกิจเครื่องปรุงรสที่แข็งแรง การบริหารต้นทุน และการคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผล ส่วน JDF กำลังขายโอกาสในการเร่งกำไรผ่านธุรกิจ Food Ingredient และ OEM พร้อมความพยายามเพิ่มสัดส่วนแบรนด์ของตัวเอง
ดังนั้น หากแบ่งตามสไตล์การลงทุนแบบง่ายที่สุด
- นักลงทุนสาย Growth → XO
- นักลงทุนสาย Defensive / Dividend → SAUCE
- นักลงทุนสาย Small Cap / High Growth → JDF
แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องไม่ลืมคือ "หุ้นดี" ไม่ได้แปลว่าซื้อและอาจต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนครบถ้วนทุกมิติเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา เพราะท้ายที่สุด ผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงว่าใครขายซอสได้มากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าตลาดกำลังตีมูลค่าการเติบโตนั้นไว้มากแค่ไหน
จากขวดซอสบนโต๊ะอาหาร สู่หุ้นในพอร์ตลงทุน เกมต่อไปของ XO, SAUCE และ JDF จึงไม่ใช่เพียงการขายรสชาติให้ถูกปากผู้บริโภค แต่คือการพิสูจน์ว่า ใครสามารถเปลี่ยนรสชาติให้กลายเป็น กำไรและเปลี่ยนกำไรให้กลายเป็นมูลค่าของผู้ถือหุ้นได้ดีที่สุด.







