posttoday
เฟดคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% จับตาดอกเบี้ยยืนสูงนาน หนุนกลุ่มแบงก์ไทยฟื้น

เฟดคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% จับตาดอกเบี้ยยืนสูงนาน หนุนกลุ่มแบงก์ไทยฟื้น

30 กรกฎาคม 2569

เฟดคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ส่งสัญญาณยืนสูงนาน โบรกฯ มองหนุนแบงก์ไทยฟื้นปี 70 ชู BBL รับอานิสงส์ดอกเบี้ยโลก ขณะที่ต้นทุนการเงินกดดันกลุ่มนอนแบงก์ แนะกลยุทธ์ Barbell เน้น KTB-KBANK และกลุ่ม Reopening

KEY

POINTS

  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
  • ตลาดมีมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (Higher for longer) ซึ่งทำให้โอกาสที่ไทยจะลดดอกเบี้ยในอนาคตมีน้อยลง
  • ทิศทางดอกเบี้ยที่ทรงตัวสูงคาดว่าจะส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย โดยช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) และกำไร แต่กดดันกลุ่มนอนแบงก์

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการประชุมครั้งล่าสุด มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% ด้วยเสียง 9 ต่อ 3 โดย 3 ท่าน เห็นควรให้ขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนความกังวลต่อเงินเฟ้อ ในขณะที่ FedWatch Tool ให้น้ำหนักราว 57% ต่อโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม ก.ย.

 

ภายหลังการประชุม Bond Yield อายุ 2 ปีลดลง 1 bps DoD มาที่ 4.27% ขณะที่อายุ 5 และ 10 ปีปรับขึ้น 4 bps และ 7 bps DoD เป็น 4.41% และ 4.68% ตามลำดับ สะท้อนตลาดมีมุมมองดอกเบี้ยยืนสูงยาว (Higher for longer)

 

บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า ระยะถัดไปตลาดจะติดตามการประชุม Jackson Hole ระหว่างวันที่ 27–29 ส.ค.2569 เพื่อประเมินมุมมองของ Fed ก่อนการประชุม FOMC รอบ ก.ย.

 

นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัส ยังสะท้อนมุมมองการตัดสินใจของ Fed ต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทยว่า แม้ทิศทางของ Fed ไม่ได้กำหนดการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยตรง แต่ Higher for longer ของ Fed จะทำให้โอกาสการลดดอกเบี้ยไทยในระยะถัดไปแคบลง 

 

สำหรับธนาคารพาณิชย์ใหญ่ ทิศทาง NII มีแนวโน้มทยอยผ่านจุดต่ำสุดและกลับมาฟื้นตัวในปีหน้า สอดคล้องกับสมมติฐานดอกเบี้ยนโยบายไทยไม่ต่ำกว่า 1.0%

 

วงจรดอกเบี้ยโลกที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงถึงปรับขึ้น จะสนับสนุนการฟื้นตัวของ NII ของ BBL มากกว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากสัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศ 23% ของพอร์ตสินเชื่อ คาดเห็นผลบวกต่อ NII ชัดขึ้นตั้งแต่ปี 2570

 

ภายใต้มุมมอง การฟื้นตัวของ NII ประกอบกับการควบคุม OPEX และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ หลัง Coverage ratio กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขยับขึ้นต่อเนื่องมาที่ 193% (Pre-COVID ที่ 153%) ภาพรวมประเมินเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปี 2570 กลับมาขยายตัว 5% (ปี 2569 คาดลดลง 4%YoY)

 

อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นของเจ้าของ (CET-1) กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เฉลี่ยราว 17% (เกณฑ์ขั้นต่ำที่ 7-8%) ยังสนับสนุนการบริหารเงินทุน ผ่านการรักษาการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้นในภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

ในทางตรงข้าม Non – Bank แม้มีโอกาสเผชิญแรงกดดันเชิง Sentiment จากความกังวลด้าน Cost of fund (COF) แต่ผลกระทบจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามการ Repricing หุ้นกู้ โดยหุ้นที่มี Coverage ratio สูง อย่าง TIDLOR กับ MTC จะมีแนวโน้มควบคุม Credit cost เพื่อลดทอนผลกระทบได้ดีกว่า

 

แม้ภาวะตลาดเป็น Risk-off ช่วงสั้น อาจส่งผลให้ราคาหุ้นมีความผันผวน แต่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังให้ Div Yield เฉลี่ย 5.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ย SET ที่ 3.8% ยังมีโอกาสเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของราคาหุ้นช่วงใกล้ปันผลระหว่างกาล

 

บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุน Barbell strategy ระหว่างหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่ให้ปันผล ยังเลือก KTB ที่คุณภาพสินทรัพย์แกร่งกว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ และ KBANK ที่ PBV ยังอยู่ที่ 0.9 เท่า (ค่าเฉลี่ยกลุ่ม 1.2 เท่า) 

 

ส่วนอีกฝั่งเป็นหุ้น Reopening (MTC, TIDLOR และท่องเที่ยว อย่าง CENTEL, ERW และ AOT) เพื่อรักษา Upside หากสถานการณ์ผ่อนคลาย

ข่าวล่าสุด

กรุงไทย-แอกซ่า เปิดฟีเจอร์ประกันกลุ่มบน Emma by AXA ครบจบในแอปเดียว

กรุงไทย-แอกซ่า เปิดฟีเจอร์ประกันกลุ่มบน Emma by AXA ครบจบในแอปเดียว