
ใครซื้อ KFC ? คำตอบอาจไม่ใช่ CENTEL ถอดเกมซื้อที่ไม่ได้วัดกันแค่ราคา
กระแสข่าว "ไทยเบฟ" ศึกษาการขายธุรกิจ KFC ทำให้หลายคนจับตาไปที่ CENTEL ทันที แต่เรื่องนี้อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อมองลึกลงไปในโครงสร้างแฟรนไชส์ คำถามกลับไม่ใช่ "ใครอยากซื้อ" หากเป็น "ใครมีโอกาสได้ซื้อ" และคำตอบนั้นอาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ธุรกิจร้านอาหารไทยไปอีกหลายปี
KEY
POINTS
- กระแสข่าว "ไทยเบฟ" ศึกษาการขายธุรกิจ KFC ทำให้หลายคนจับตาไปที่ CENTEL ทันที แต่เรื่องนี้อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด
- เมื่อมองลึกลงไปในโครงสร้างแฟรนไชส์ คำถามกลับไม่ใช่ "ใครอยากซื้อ" หากเป็น "ใครมีโอกาสได้ซื้อ"
- และคำตอบนั้นอาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ธุรกิจร้านอาหารไทยไปอีกหลายปี
เมื่อมีกระแสข่าวว่า "ไทยเบฟ" กำลังพิจารณาขายธุรกิจ KFC ในประเทศไทย เพียงประโยคเดียวสะเทือนแวดวงธุรกิจ เพราะหลายคนอาจเข้าใจว่า "ไทยเบฟ" อาจจะขาย KFC ประเทศไทยทั้งหมด
แต่ความจริง...ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 2560 วันนั้น Yum! Restaurants International (Thailand) เจ้าของแบรนด์ KFC ประเทศไทย ตัดสินใจเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่ จากผู้บริหารร้าน เป็นผู้ให้สิทธิ์แฟรนไชส์เต็มรูปแบบ
ผลคือ ร้าน KFC ที่ Yum! บริหารเองกว่า 240 สาขา ขายให้กับ "บริษัท คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA)" ในเครือไทยเบฟ ด้วยมูลค่าราว 11,400 ล้านบาท จากวันนั้น "ไทยเบฟ" กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของ KFC ไทย
แต่...ไทยเบฟไม่ได้ซื้อ "KFC ประเทศไทย" ซื้อเพียง "สิทธิ์บริหารร้าน" ในฐานะ Franchisee ปัจจุบัน ร้าน KFC ในไทยถูกแบ่งการบริหารออกเป็น 3 แฟรนไชส์
- บริษัท คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) ในเครือไทยเบฟ ซื้อสิทธิ์ร้าน KFC จาก Yum! ในปี 2560 จำนวน 240 สาขา ปัจจุบันบริหาร 558 สาขา
- บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ในเครือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ในไตรมาส 1/2569 บริหารร้าน KFC จำนวน 347 สาขา
- บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) ปัจจุบันมีบริษัท Devyani International Ltd. จากอินเดียเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บริหารร้าน KFC ประมาณ 340–350 สาขา
ทั้งสามรายทำธุรกิจภายใต้เจ้าของแบรนด์เดียวกัน แต่ได้รับการแบ่งพื้นที่และโซนนิ่งอย่างชัดเจนจาก Yum! เพื่อไม่ให้แข่งขันกันเองจนเสียสมดุล
เมื่อ Bloomberg รายงานว่า ไทยเบฟกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการขายสิทธิ์ KFC คำถามแรกที่ตลาดถามทันทีคือ ใครจะได้ไป ?
แล้วถ้าหาก CENTEL จะซื้อได้หรือไม่ ? ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผล เพราะ CENTEL ทำ KFC อยู่แล้ว
- รู้ระบบ
- รู้แบรนด์
- รู้ธุรกิจ
ยิ่งรวมกัน ยิ่งแข็งแกร่ง ถ้าซื้อได้ จำนวนสาขาจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวทันที Economies of Scale จะเกิดขึ้นทันทีเช่นกัน
แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่หลายคนอาจไม่รู้...ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ CENTEL เล่าให้ "โพสต์ทูเดย์" ฟังว่า ภายใต้โครงสร้างแฟรนไชส์เดิม มีข้อจำกัดเรื่องจำนวน Franchisee และการเปลี่ยนมือผู้ถือสิทธิ์
เพราะประเทศไทยมีผู้ถือแฟรนไชส์หลัก เพียง 3 ราย หากผู้ถือสิทธิ์รายหนึ่งต้องการขายกิจการ โดยหลักการเดิม "ผู้ซื้อควรเป็นรายใหม่ ไม่ใช่ผู้เล่นเดิม"
เหตุผลเพื่อป้องกันการผูกขาดตลาดและลดความเสี่ยงที่แบรนด์จะพึ่งพาผู้บริหารเพียงไม่กี่ราย หากเงื่อนไขในสัญญายังคงเดิม นั่นหมายความว่า CRG ของ CENTEL อาจไม่มีสิทธิ์เข้าซื้อกิจการ KFC ของ QSA ตั้งแต่ต้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า.. แม้ชื่อของ CENTEL จะถูกพูดถึงมากที่สุด แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้อาจไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด
ด้าน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) มองประเด็นนี้แบบ "เป็นกลาง" เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่า ดีลจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่, ราคาซื้อขายจะอยู่ที่ระดับใด, ใครจะเป็นผู้ซื้อ และ Yum! จะอนุมัติให้โครงสร้างแฟรนไชส์เปลี่ยนแปลงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หากสมมุติว่า CENTEL ได้สิทธิ์ซื้อจริง ข้อดีคือ จำนวนสาขา KFC จะเพิ่มขึ้นเกือบ 900 สาขา ส่งผลบวกต่อรายได้และประสิทธิภาพในการบริหารจาก Economies of Scale
พูดง่ายๆคือ...ยิ่งร้านเยอะ ต้นทุนเฉลี่ยต่อร้านยิ่งต่ำ กำไรก็มีโอกาสสูงขึ้น
แต่อีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะธุรกิจร้านอาหารของ CENTEL จะพึ่งพาแบรนด์ KFC ในสัดส่วนที่สูงมาก ขณะที่เจ้าของแฟรนไชส์ อาจไม่ต้องการให้แฟรนไชส์กระจุกตัวอยู่กับผู้เล่นเพียงรายเดียว
แล้วคู่แข่งจะทำอย่างไร ?
ถ้า CRG ใหญ่ขึ้นมาก ตลาดร้านอาหารบริการด่วน จะเปลี่ยนทันที ผู้เล่นรายอื่นๆ อย่าง McDonald's , Burger King , Bonchon , Chester's , Five Star เป็นต้น อาจต้องเร่งลงทุน เร่งเปิดสาขา หรือทำโปรโมชั่นหนักขึ้น การแข่งขันจะรุนแรงกว่าเดิม
สุดท้าย ผู้บริโภคอาจเป็นฝ่ายได้ประโยชน์
แล้วนักลงทุนได้อะไร ?
ถ้าดีลเกิดขึ้นจริง ตลาดจะมองสองด้านดังนี้คือ
ด้านบวก คือ รายได้เพิ่มทันที, กำไรระยะยาวดีขึ้น, Scale ใหญ่ขึ้น, Synergy สูงขึ้น
ด้านลบ คือ คำถามถาโถม ทั้ง ซื้อแพงไหม ? ต้องกู้เงินเท่าไหร่ ? หนี้จะเพิ่มแค่ไหน ? คืนทุนกี่ปี ? และผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ ?
นักลงทุนไม่ได้ดูแค่ว่า "ซื้อแล้วใหญ่" แต่ดูว่า "ซื้อแล้วสร้างผลตอบแทนได้จริงหรือเปล่า"
แล้วไทยเบฟได้อะไร ?
หากขายจริง ไทยเบฟจะได้เงินสดก้อนใหญ่กลับมา นั่นอาจจะเพื่อปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์, ลดภาระหนี้, ซื้อกิจการใหม่, ลงทุนเครื่องดื่ม หรือ ขยายธุรกิจต่างประเทศ เป็นต้น
นี่อาจเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญไม่แพ้ตัวดีล
สิ่งที่น่าจับตาที่สุด คือ Yum! จะยอมให้ผู้ถือแฟรนไชส์รายเดิมซื้อสิทธิ์เพิ่มหรือไม่ ?
หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าจะมองดีลนี้อย่างไร ? หากมีการกระจุกตัวของตลาดมากขึ้น
มูลค่าดีลจะอยู่ระดับไหน ? และคุ้มค่าต่อผู้ซื้อหรือไม่ ? อีกทั้งไทยเบฟจะนำเงินที่ได้จากการขายไปสร้างการเติบโตรอบใหม่อย่างไร
ถ้าไม่ใช่ CENTEL ใครมีโอกาสซื้อ KFC ของไทยเบฟ ?
ข่าวไทยเบฟกำลังศึกษาความเป็นไปได้ขายสิทธิ์ KFC ผ่าน QSA ทำให้สายตาของตลาดพุ่งไปที่ CENTEL เป็นอันดับแรก แต่หากพิจารณาให้ลึกกว่านั้น... CENTEL อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่มีโอกาสมากที่สุด
เพราะหาก Yum! ยังคงนโยบายเดิมที่ต้องการให้ประเทศไทยมีผู้ถือแฟรนไชส์เพียง 3 รายเท่านั้น การขายให้แฟรนไชส์เดิมอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เจ้าของแบรนด์ต้องการ
ดังนั้น หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง ตลาดอาจได้เห็น "ผู้เล่นหน้าใหม่" เข้ามาแทนไทยเบฟ
คำถามคือ...ใคร ?
กลุ่มที่ 1 นักลงทุนการเงิน (Private Equity)
หลายคนอาจคิดว่าผู้ซื้อจะต้องเป็นบริษัททำร้านอาหาร แต่ในความเป็นจริง ดีลขนาดใหญ่แบบนี้ มักเริ่มจากความสนใจของ Private Equity Fund เหตุผลคือ KFC ในมือไทยเบฟไม่ใช่ธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ แต่เป็นธุรกิจที่มีร้านกว่า 500 สาขา มีรายได้ประจำ (Recurring Revenue) กระแสเงินสดค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีแบรนด์ระดับโลกอยู่เบื้องหลัง, กองทุนสามารถซื้อกิจการ, ปรับประสิทธิภาพ, ขยายสาขา, เพิ่ม EBITDA แล้วขายต่อในอีก 5-7 ปี
โมเดลแบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลกมาแล้วหลายครั้งจึงไม่น่าแปลกใจ หาก Bank of America จะนำเสนอสินทรัพย์นี้ให้กองทุนต่างประเทศมากกว่าผู้ประกอบการร้านอาหารเพียงอย่างเดียว
กลุ่มที่ 2 ผู้ประกอบการร้านอาหารต่างประเทศ
ถือเป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตา นั่นคือ Operator ร้านอาหารรายใหญ่ในเอเชีย โดยเฉพาะบริษัทที่มีประสบการณ์บริหาร KFC อยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น กลุ่มจากอินเดีย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
ข้อดีคือ พวกเขาไม่ต้องเรียนรู้ธุรกิจใหม่ แต่สามารถนำ Know-how ที่มีอยู่มาบริหารต่อได้ทันที ยิ่งหากบริษัทนั้นเป็น Franchisee ของ Yum! ในประเทศอื่นอยู่แล้ว โอกาสได้รับความไว้วางใจจาก Yum! ก็อาจสูงขึ้น
กลุ่มที่ 3 RD อาจเป็น "ม้ามืด"
หลายคนพูดถึง CENTEL แต่แทบไม่มีใครพูดถึง Restaurants Development (RD) แม้ปัจจุบัน RD จะเป็นหนึ่งในผู้ถือแฟรนไชส์ KFC อยู่แล้ว
แต่หากมีกรปรับโครงสร้างนโยบาย หรืออนุญาตให้ผู้ถือสิทธิ์เดิมขยายการลงทุน RD ก็อาจเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากยังคงหลักการกระจายความเสี่ยงเดิม โอกาสก็อาจไม่แตกต่างจาก CRG มากนัก
กลุ่มที่ 4 กลุ่มค้าปลีกไทย
ชื่อที่หลายคนอาจนึกถึง เช่น กลุ่มเดอะมอลล์, กลุ่มสหพัฒน์, กลุ่มค้าปลีกรายใหญ่
เหตุผลคือ KFC เป็นธุรกิจที่ช่วยดึง Traffic เข้าไปในศูนย์การค้า แต่ปัญหาคือ การบริหารร้านอาหารกว่า 500 สาขา ไม่ใช่เรื่องที่เรียนรู้กันได้ในเวลาไม่กี่เดือน ซึ่งทางเจ้าของแฟรนไชส์อาจจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในการบริหารร้านอาหารมากกว่าศักยภาพทางการเงินเพียงอย่างเดียว
กลุ่มที่ 5 CP มีโอกาสหรือไม่ ?
ชื่อของ CP มักถูกพูดถึงทุกครั้งที่มีดีลใหญ่ เพราะมีโรงงานอาหาร, โลจิสติกส์, ร้านสะดวกซื้อ, ธุรกิจค้าปลีก ทุกอย่างดูเหมือนจะเกิด Synergy ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง CP มีธุรกิจร้านอาหารจำนวนมากอยู่แล้ว
และยังมีแบรนด์อาหารของตัวเองอีกหลายแบรนด์ อีกทั้งการเข้าซื้อแฟรนไชส์ระดับนี้ อาจทำให้เกิดคำถามด้านการแข่งขันในตลาดและความเหมาะสมเชิงกลยุทธ์ จึงไม่ใช่ดีลที่ลงตัวอย่างที่หลายคนคิด
สุดท้ายผู้ที่เลือกผู้ซื้อ ไม่ใช่ไทยเบฟเพียงฝ่ายเดียว แต่คือ Yum! Brands ที่หลายฝ่ายอาจประเมินได้ว่า Yum! อาจจะพิจารณาผู้ซื้อมีประสบการณ์บริหาร QSR หรือไม่ ?
มีฐานะการเงินแข็งแรงหรือไม่ ?
สามารถลงทุนเปิดสาขาเพิ่มได้หรือไม่ ?
มีระบบบริหารบุคลากรและซัพพลายเชนที่ได้มาตรฐานหรือไม่ ? หรือการเปลี่ยนมือจะทำให้แบรนด์มีความเสี่ยงมากขึ้นหรือน้อยลง
ดังนั้น ผู้ที่เสนอราคาสูงที่สุด อาจไม่ใช่ผู้ที่ชนะเสมอไป!
ท้ายที่สุด ข่าวนี้ยังเป็นเพียงการศึกษาความเป็นไปได้ "ไทยเบฟ" ยังไม่ได้ยืนยัน แบงก์ ออฟ อเมริกา ยังไม่เอื้อนเอ่ยคำใด และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการจาก CRG
ดังนั้น สิ่งที่ตลาดกำลังจับตา จึงไม่ใช่แค่ว่า ไทยเบฟจะขายหรือไม่ แต่คือ...ถ้าขายจริง...ใครจะเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ KFC รายใหม่ ? และคำตอบนั้น อาจเปลี่ยนโฉมธุรกิจร้านอาหารของประเทศไทยครั้งใหญ่ในอีกหลายปีข้างหน้า.







