
ใครจะได้ KFC ? จากดีล 1.14 หมื่นล้าน สู่ข่าวลือ "ไทยเบฟ" เตรียมขายอาณาจักรไก่ทอดใหญ่สุดในไทย
เมื่อ 9 ปีก่อน ไทยเบฟทุ่มเงินกว่า 11,400 ล้านบาท เข้าซื้อสิทธิ์บริหาร KFC ก่อนขยายอาณาจักรมากกว่า 550 สาขา แต่วันนี้ Bloomberg เปิดประเด็นบริษัทกำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการขายสิทธิ์บริหาร KFC ในไทย แม้ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางคำถามใหญ่ เกิดอะไรขึ้น ตลาดต่างจับตาว่า CENTEL, Devyani, M หรือกองทุนยักษ์ ใครจะเป็นเจ้าของ KFC รายใหญ่ที่สุดของไทยต่อจากนี้ ?
KEY
POINTS
- เมื่อ 9 ปีก่อน ไทยเบฟทุ่มเงินกว่า 11,400 ล้านบาท เข้าซื้อสิทธิ์บริหาร KFC ก่อนขยายอาณาจักรมากกว่า 550 สาขา
- แต่วันนี้ Bloomberg เปิดประเด็นบริษัทกำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการขายสิทธิ์บริหาร KFC ในไทย แม้ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
- ตลาดต่างจับตา CENTEL, Devyani, M หรือกองทุนยักษ์ ใครจะเป็นเจ้าของ KFC รายใหญ่ที่สุดของไทยต่อจากนี้ ?
จากดีลกว่าหมื่นล้าน สู่ข่าวลือขายกิจการ ? วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจร้านไก่ทอด KFC ภายใต้การบริหารของ "ไทยเบฟ"
เมื่อ 9 ปีก่อน ตลาดร้านอาหารไทยต้องสั่นสะเทือน เมื่อ "บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)" หรือ "ไทยเบฟ" ภายใต้การบริหารของ "เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี" และ "ฐาปน สิริวัฒนภักดี" ตัดสินใจเดินเกมครั้งใหญ่
ด้วยการทุ่มเงินกว่า 11,400 ล้านบาท เข้าซื้อสิทธิ์บริหารร้านไก่ทอด KFC จำนวน 240 สาขา จาก "Yum! Brands Inc." เจ้าของและผู้บริหารจัดการแบรนด์ KFC ทั่วโลก และยังเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง อย่าง Taco Bell และ PizzaHut
ในเวลานั้น หลายคนตั้งคำถามว่า...เจ้าพ่อเครื่องดื่มอย่าง "ไทยเบฟ" ทำไมอยากขายไก่ทอด ?
แต่คำตอบของ "ไทยเบฟ" ชัดเจน นั่นคือการสร้างอาณาจักรธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage Ecosystem) ให้ครบวงจร ไม่ได้พึ่งรายได้จากเบียร์และสุราเพียงอย่างเดียว
หลังจากนั้น "บริษัท คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA)" บริษัทลูกของไทยเบฟ เดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จาก 240 สาขา กลายเป็น 558 สาขา
ปัจจุบัน ครองตำแหน่งผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย จากจำนวน KFC ทั้งประเทศ 1,226 สาขา
ทั้งนี้ QSA เป็น 1 ใน 3 ผู้ได้รับสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ KFC รายใหญ่ในประเทศไทย โดยผู้ได้รับสิทธิ์อีก 2 ราย คือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป และ บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) ซึ่งร่วมทุนกับกลุ่ม Devyani International Ltd.
และในปี 2568 QSA ยังสามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 442 ล้านบาท ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปได้สวย แต่ล่าสุดกลับมีข่าวที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการธุรกิจ
Bloomberg จุดกระแส "ไทยเบฟอาจขาย KFC"
แต่แล้วกลับมีข่าวจากสำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ไทยเบฟกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการขายธุรกิจ KFC ในประเทศไทย พร้อมว่าจ้าง Bank of America เป็นที่ปรึกษา เพื่อสำรวจความสนใจของนักลงทุนและผู้ซื้อที่มีศักยภาพ
อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ยังอยู่เพียงในขั้นตอน Market Sounding หรือการหยั่งเสียงตลาด เพื่อประเมินความต้องการของผู้ซื้อที่มีศักยภาพ ทั้ง ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งเท่านั้น
และทั้งไทยเบฟ กับ แบงก์ ออฟ อเมริกา (Bank of America Corp.) ยังไม่ได้ออกมายืนยันข่าวดังกล่าว
นั่นหมายความว่า...ยังไม่มีอะไรการันตีว่าจะมีการขายเกิดขึ้นจริง!
ถ้าขายจริง...ใครคือเจ้าของคนต่อไป ?
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า ผู้ซื้อที่มีศักยภาพอาจเป็นกลุ่มที่มีทั้งเงินทุนและความเชี่ยวชาญด้านร้านอาหาร เช่น
- บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL
- Devyani International ซึ่งซื้อสิทธิบริหาร KFC ของบริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) เมื่อปี 2567
- บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M
- กองทุน Private Equity
ส่วน "บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT" แม้มี Strategic fit ในเชิงขนาดและความเชี่ยวชาญด้านร้านอาหาร แต่ Brand overlap กับ Bonchon อาจเป็นข้อจำกัด
แต่มีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่ง...ผู้ซื้อจะต้องได้รับการอนุมัติจาก Yum! Brands เจ้าของแฟรนไชส์ KFC ระดับโลกเสียก่อน จึงไม่ใช่ว่าใครมีเงินก็สามารถซื้อกิจการได้ทันที
ทำไม "ไทยเบฟ" อาจจะอยากขาย ?
แม้ "ไทยเบฟ" ยังไม่มีการชี้แจงอะไร แต่หากมองเชิงกลยุทธ์ มีหลายเหตุผลที่เป็นไปได้
เรื่องแรก คือ การปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ (Unlock Value) เมื่อธุรกิจเติบโตจนมีขนาดใหญ่ การขายกิจการอาจทำให้บริษัทได้รับเงินสดจำนวนมหาศาล เพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจใหม่ หรือลดภาระหนี้สิน
เรื่องที่สอง คือ การโฟกัสธุรกิจหลัก แม้ KFC จะทำกำไร แต่ "ไทยเบฟ" ยังมีธุรกิจเครื่องดื่ม อาหาร และอสังหาริมทรัพย์อีกจำนวนมาก การขายสินทรัพย์บางส่วนอาจเป็นการจัดพอร์ตธุรกิจให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
และอีกมุมหนึ่ง...อาจเป็นเพียงการสำรวจว่า หากมีคนยอมจ่ายในราคาที่ "คุ้มค่า" บริษัทค่อยพิจารณา ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะขายอยู่แล้ว
ดีลนี้อาจมีมูลค่าเท่าไหร่ ?
นี่คือคำถามที่ตลาดสนใจมากที่สุด เพราะหากย้อนดูประวัติการซื้อขายในอดีต
- ปี 2560 ไทยเบฟซื้อ KFC 244 สาขา มูลค่ากิจการ (EV) ราว 11,000 ล้านบาท
- ปี 2567 Devyani ซื้อ RD ต่อจาก AIGF (PE) มี 274 สาขา มูลค่ากิจการ (EV) ราว 4,600 ล้านบาท
แม้สาขาของ RD ช่วงทำธุรกรรมมีผลขาดทุน ทำให้สาขาของ QSA มีแนวโน้มได้ Premium กว่า แต่ด้วยมูลค่าดีลของ RD ข้างต้น มีความเป็นไปได้ ที่ผู้สนใจซื้อจะนำไปใช้เป็น Valuation อ้างอิง ในการเสนอราคา
อย่างไรก็ดี ธุรกรรมการซื้อร้านอาหารในไทยช่วงปี 2562 – 2568 อย่าง M เข้าซื้อแหลมเจริญ ปี 2562, CENTEL ซื้อชินคันเซ็น ซูชิ ในปี 2565 และ Lucky suki ในปี 2568 ระดับ Trailing PER ซื้อขายอยู่ที่ 20 – 32 เท่า
ด้วยจำนวนสาขาของ QSA ที่มากกว่า และยังมีกำไรแข็งแกร่ง ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า หากเกิดดีลจริงมูลค่าจะมีโอกาสสูงกว่าดีล RD แต่ราคาสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้ง กำไร กระแสเงินสด เงื่อนไขของ Yum! Brands และการแข่งขันระหว่างผู้ซื้อ
หุ้นได้ประโยชน์ จากดีลนี้ ?
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส มองว่า หากมีดีลเกิดขึ้นจริง ตลาดอาจจับตา
- CENTEL หากเข้าร่วมประมูล
- กลุ่มร้านอาหารที่ต้องการขยายพอร์ต
- รวมถึงหุ้นท่องเที่ยว ที่ยังได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ
พร้อมแนะนำกลยุทธ์ลงทุนแบบ Barbell Strategy คือกระจายการลงทุนระหว่างหุ้นท่องเที่ยว แนะนำซื้อ CENTEL ให้ราคาเป้าหมาย 42 บาท, AOT ราคาเป้าหมาย 63 บาท, ERW ราคาเป้าหมาย 3.30 บาท
และ หุ้นธนาคารปันผล เน้น KTB, KBANK และ BBL เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ... ตอนนี้ข่าวทั้งหมดยังเป็นเพียงการศึกษาความเป็นไปได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ ไทยเบฟจะขาย KFC หรือไม่ ?
แต่คือ...
• จะมีผู้เสนอราคาสูงพอหรือไม่
• ใครจะกล้าเดิมพันกับธุรกิจร้านไก่ทอดที่ใหญ่ที่สุดของไทย
• Yum! Brands เจ้าของ KFC จะไฟเขียวใคร
เพราะหากดีลนี้เกิดขึ้นจริง นี่อาจกลายเป็นหนึ่งในดีลร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในรอบหลายปี และอาจเปลี่ยนโฉมการแข่งขันของตลาดฟาสต์ฟู้ดไทยไปอีกครั้ง.







