posttoday
โลกเข้าโหมด "Risk-Off" สงครามดันน้ำมันพุ่ง ลุ้นเงินไหลสู่หุ้นพลังงาน-ไทยรับอานิสงส์ FDI จีน

โลกเข้าโหมด "Risk-Off" สงครามดันน้ำมันพุ่ง ลุ้นเงินไหลสู่หุ้นพลังงาน-ไทยรับอานิสงส์ FDI จีน

20 กรกฎาคม 2569

บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางและรัสเซีย-ยูเครน ดันราคาน้ำมันพุ่ง เพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ FED อาจชะลอลดดอกเบี้ย ขณะที่การแข่งขัน AI ระหว่างจีนและสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนสมดุลอุตสาหกรรม พร้อมชี้ไทยมีโอกาสรับเม็ดเงินลงทุนจากยักษ์ใหญ่จีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ลุย EV-AI ไทย เคาะ PTTEP-BCP-MAGURO นำทีมหลบภัย

KEY

POINTS

  • บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางและรัสเซีย-ยูเครน ดันราคาน้ำมันพุ่ง
  • เพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ  FED อาจชะลอลดดอกเบี้ย ขณะที่การแข่งขัน AI ระหว่างจีนและสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนสมดุลอุตสาหกรรม
  • พร้อมชี้ไทยมีโอกาสรับเม็ดเงินลงทุนจากยักษ์ใหญ่จีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ลุย EV-AI ไทย เคาะ PTTEP-BCP-MAGURO นำทีมหลบภัย

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังกลับเข้าสู่โหมดปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อย่างชัดเจน จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นพร้อมกันใน "2 แนวรบ"

แนวรบแรก คือ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง โดยสหรัฐฯ และอิหร่านได้กลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันอย่างดุเดือด ซึ่งอิหร่านได้ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน และจอร์แดน พร้อมยกเลิกข้อตกลง (MOU) ชั่วคราว ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะงักงัน

แนวรบที่สอง คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยยูเครนได้เข้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัสเซียต้องลดการส่งออกน้ำมันดีเซล ซึ่งรัสเซียถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก

วิกฤตทั้งสองด้านได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT พุ่งขึ้นแรงกว่า 4% ทะลุระดับ 88-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับสต็อกน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ

ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี (นับตั้งแต่ปี 1984) ทำให้ตลาดมีความเปราะบางต่อภาวะขาดแคลนอุปทาน ซึ่งราคาพลังงานที่ทรงตัวสูงนี้จะไปเพิ่มความเสี่ยงให้เกิด "เงินเฟ้อระลอกใหม่" และกดดันให้ธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED อาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ยหรือกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงและหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth)

จีนส่ง "KIMI K3" เขย่าบัลลังก์ AI สหรัฐฯ - ลุ้น CXMT ดูดสภาพคล่อง 

ในแวดวงเทคโนโลยี เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เมื่อ "MOONSHOT AI" สตาร์ทอัพจากจีนได้เปิดตัวโมเดล AI โอเพนซอร์สขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ชื่อว่า "KIMI K3" ซึ่งทำคะแนนทดสอบประสิทธิภาพล้ำหน้าคู่แข่งจากสหรัฐฯ อย่าง GPT-5.5 และ CLAUDE OPUS 4.8 ได้สำเร็จ โดยเฉพาะด้านการเขียนโปรแกรมและการประมวลผลระยะยาว

อีกทั้งยังใช้ทรัพยากร (Token) น้อยกว่าถึง 50% ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิปและเครื่องจักรผลิตชิปของสหรัฐฯ ถูกเทขายร่วงลงแรง (อาทิ NVIDIA -2%, APPLIED MATERIAL -5%, ASML -2%) 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าเป็นจังหวะดีที่จะหมุนเม็ดเงิน (Rotation) จากกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปสู่ กลุ่มผู้ใช้งานปลายน้ำ (Downstream) ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนชิปที่ถูกลง เช่น APPLE, META, ALPHABET, XIAOMI และ ALIBABA

พร้อมกันนี้ ตลาดกำลังจับตางาน "AMD ADVANCING AI 2026" ในวันที่ 23 ก.ค. ที่อาจมีการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงเฝ้าระวังการเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียในปีนี้ของบริษัท CXMT (ผู้ผลิตชิป DRAM จีน) ในวันที่ 27 ก.ค. ซึ่งอาจดึงสภาพคล่องออกจากตลาดและกดดันราคาชิปหน่วยความจำในระยะกลาง

ไทยผงาดฮับอาเซียน ดึง 4 ยักษ์จีนลงทุน 7 หมื่นล้านบาท 

สำหรับปัจจัยบวกในประเทศ รัฐบาลไทยประสบความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาท ภายในปีนี้ จาก 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและยานยนต์ของจีน ได้แก่

1.กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV): XIAOMI (เตรียมตั้งศูนย์ R&D และพิจารณาขยายฐานผลิต) และ CHANGAN (เตรียมขยายกำลังผลิตจาก 1 แสน เป็น 2 แสนคันต่อปี ภายในปี 2573)

2.กลุ่ม AI และ DATA CENTER: INNOLIGHT และ EOPTOLINK ผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical Transceiver ชั้นนำ เตรียมขยายโรงงานผลิตในไทยเพื่อรองรับดีมานด์ AI และ Cloud

นโยบายดังกล่าวจะสร้างอานิสงส์เชิงบวกโดยตรงต่อหุ้นไทยหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA, ROJNA, PIN), กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ (AH, SAT, STANLY), กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE, SMT) และ กลุ่มพลังงาน (GULF) ที่จะได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน

Energy Hedge ผสานหุ้นป้องภัย ภายใต้สภาวะตลาดโลกผันผวน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้ใช้กลยุทธ์เน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ กลุ่ม ENERGY HEDGE (PTTEP, BCP, TOP, IVL) และกลุ่ม DEFENSE หรือหุ้นปลอดภัย 

โดยกำหนดให้หุ้น PTTEP, BCP และ MAGURO เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน สำหรับฝั่งหุ้นไทย และ BABA80 (ได้ประโยชน์จากการถือหุ้น Moonshot AI 36%), SPENGY80 เป็นหุ้นเด่นฝั่งต่างประเทศ (นอกจากนี้ยังมีหุ้น SIRI, GULF และ GFPT ที่ถูกระบุเป็นหุ้นแนะนำที่น่าสนใจในวันนี้ด้วย)

ข่าวล่าสุด

“สรรเพชญ” ชี้จัดสรรงบกว่า 2.3 พันล้านพัฒนา “คมนาคม” ในพื้นที่ปัตตานี

“สรรเพชญ” ชี้จัดสรรงบกว่า 2.3 พันล้านพัฒนา “คมนาคม” ในพื้นที่ปัตตานี